Blood Diary's profileBlood DiaryPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดสยองรอบโลก10 สุสานปานาโม (Las Catacumbas De Los Capuccinos) ภาพแฟชั่นแบบ Gothic & Lolita
เป็นแฟชั่นเทรน Gothic & Lolita ที่กำลังมาแรงในญี่ปุ่น (ในไทยอาจจะหาดูได้ยาก)
กลัดเข็มกลัดแบบนี้ สไตล์ Gothic & Lolita Punk
ศิลปะแบบโกธิคในตอนที่แล้วเราได้รู้จักกับคำว่าโกธกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาดูเรื่องราวที่จะนำไปสู่วัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกาย รวมถึงปรัชญาของพวกเราชาวโกธ คำว่าโกธิค นั้นคือ ชื่อเรียกลักษณะของศิลปะสถาปัตยกรรมในยุคกลางราวช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 12 พร้อมๆกับยุคศิลปะสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ [Romanesque] กินเวลาประมาณ 200 ปี ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในฝรั่งเศสโดยเริ่มต้นที่รูปแบบสถาปัตยกรรมของโบสถ์ และ มหาวิหารต่างๆนั่นเองซึ่งเราจะยังไม่พูดถึงในตอนนี้ ที่เราจะพูดถึงกันก็คือศิลปะก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง
(มหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่อลังการงานสร้างสุดๆ)
(สถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ จะเห็นได้ชัดเลยว่า มีความเรียบง่ายผิดแผกไปจากแบบโกธิคมาก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้เป็นแบบที่ยึดถือแบบโรมันดั้งเดิม) วิวัฒนาการของศิลปะแบบโกธิคนี้ได้เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยเน้นความสมจริง ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเหมือนที่เป็นๆมา และ ยังมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิมอีกด้วย โดยศิลปะแบบโกธิคที่เด่นๆนั้นประกอบไปด้วยรูปสลักรูปปั้น ภาพเขียน หน้าต่างกระจกสี ภาพปูนเปียก (เฟรสโก Fresco) และต้นฉบับแบบลายมือ (ลายมือแบบศิลป์ๆที่พวกเราชาวโกธสุดแสนจะรัก) และศิลปะแบบโกธิคนี้เองที่เป็นรากฐานให้กับศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือแบบเรเนสซองส์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการนั่นเอง >>>ลักษณะโดยทั่วไปของศิลปะแบบโกธิค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนาหรือก็เรื่องทางโลกนั่นแหละกับทั้งเรื่องทางศาสนาซึ่งศิลปะแบบโกธิคนั้นมักจะเล่าเรื่องราวผ่านรูปภาพเป็นส่วนใหญ่ โดยในยุคแรกๆนั้นภาพส่วนใหญ่จะอยู่ในโบสถ์และวิหารมักจะเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาเดิม [The Old Testament] และ ภาคพันธสัญญาใหม่ [The New Testament] อยู่เคียงข้างกันเสมอ และตามมาด้วยภาพวาดของนักบุญ ส่วนภาพของพระแม่มารีนั้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าศิลปะแบบไบแซนไทน์ที่แพร่หลายในตอนนั้นก็คือ มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ลักษณะความเมตตาและความรักต่อพระบุตรปรากฏเด่นชัดกว่าเดิม และที่สำคัญก็คือมีการถ่ายทอดลักษณะความเป็นพระมารดาแห่งพระเยซูและพระมารดาแห่งสวรรค์ออกมาได้สมกับพระฐานันดรของพระนาง
(นี่เป็นแบบโกธิค จะเห็นได้ชัดเลยว่าต่างกันมากๆ) ส่วนศิลปะแบบทางโลกนะคะ เริ่มขึ้นในช่วงที่ การค้าและการปกครองนอกศาสน-จักรนั้นเฟื่องฟูขึ้นกว่าเดิม การค้าขายทำให้มีชนชั้นกลางขึ้นไปจนถึงระดับเศรษฐีเพิ่มขึ้นมากมายจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถจะสนับสนุนและอุปถัมภ์งานศิลปะของเหล่าศิลปินได้ งานศิลปะแบบโกธิคและการเขียนหนังสือซึ่งสมัยก่อนนั้นส่วนใหญ่ผู้เขียนมักจะเป็นพระที่อยู่ในวัดมากกว่า ดังนั้นในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เลยแพร่หลายมากขึ้นจนทำให้ผู้คนนั้นอ่านออกเขียนได้ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองและการนี้เองเป็นจุดที่จะเริ่มต้นการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการเก่าๆให้กลับขึ้นมาค่ะ ที่สำคัญก็คือทำให้ศิลปะแบบโกธิคที่เข้าใจกันว่าต้องเป็นทางศาสนาเท่านั้น มีความเป็นทางโลกมากขึ้นโดยบรรดาศิลปินนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดี มีความคิดความอ่านที่สร้างสรรค์ไม่ยึดติดกับศาสนามากขึ้น และ ทำให้ผู้คนนั้นเข้าใจถึงแก่นแท้ของงานศิลปะมากกว่าเดิม แล้วช่วงนี้เองค่ะที่สมาคมของศิลปินได้ถูกจัดตั้งขึ้นมากมาย โดยได้แนวคิดมาจากสมาคมการค้าที่มีผลประโยชน์มากมาย อาทิเช่น สามารถเก็บสินค้าไว้กับสมาคมได้โดยปลอดภัยและไม่สูญหาย จากจุดนี้เองศิลปินส่วนใหญ่เลยตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อเก็บรักษางานศิลปะของตนเองไม่ให้สูญหายไปและชื่อของพวกเขาที่เซ็นไว้ใต้ชิ้นงานหรือหลังชิ้นงานก็จะไม่ลบเลือนไปด้วย จึงทำให้ทราบว่าเป็นผลงานของใคร ดูในส่วนของงานศิลปะทั่วๆไปกันไปแล้วและต่อไปเราก็จะมาดูงานประติมากรรมกันบ้าง
[Chartres Cathedral] และมหาวิหารแห่งนี้ไม่เป็นเพียงแค่มหาวิหารแบบโกธิคแห่งแรกของโลกเท่านั้นนะคะหากแต่เป็นต้นแบบของประติมากรรมแบบโกธิคอีกด้วย ทว่าไม่ใช่เป็นแห่งแรกเหมือนกับตัวมหาวิหารค่ะ อันที่จริงแล้วงานประติมากรรมแบบโกธิคนี้ได้ถูกนำมาจากแคว้นเบอร์กันดีในปี 1145 (แคว้นทางตอนกลางของฝรั่งเศส มีชื่อเสียงในการทำเหล้าองุ่น) ซึ่งต่อมาเมื่อรูปแบบนี้ถูกนำมาใช้ในมหาวิหารชาร์เตอรส์ฯ มันก็เลยกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของประติมากรรมแบบโกธิคไปเลย >>>งานประติมากรรมแบบโกธิค งานประติมากรรมแบบโกธิคนั้นมีจุดกำเนิดมาจากบนผนัง เริ่มขึ้นในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่เขตอีเลอ เด ฟรองซ์ [?le-de-France – อ่านถูกหรือเปล่า ไม่ได้เรียนศิลป์ฝรั่งเศสเลยไม่รู้ว่าตัวหน้าอ่านยังไง] ซึ่งก็คือเขตการปกครองหรือมณฑลในฝรั่งเศสมีปารีสเป็นเมืองหลัก โดยผลงานที่ได้รับยกย่องว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบโกธิคชิ้นแรกของโลกนั้นคือวิหารเซนต์เดนิส [St. Denis Abbey] หรือ แซงต์เดอนิส
วิหารนี้สร้างเสร็จในปี 1140 ซึ่งภายหลังกลายเป็นระดับมหาวิหารชื่อว่ามหาวิหารชาร์เตรอส์ คาเตอดรอล ต่อมาแนวความคิดประติมากรรมแบบโกธิคได้แพร่กระจายออกจากฝรั่งเศสไปเกือบทั่วยุโรป ยกตัวอย่างเช่นในเยอรมนี เริ่มแพร่กระจายจากเมืองแบมเบิร์ก [Bamberg] ในปี 1225 เราจะเห็นอิทธิพลของประติมากรรมแบบโกธิคได้ตามโบสถ์ และ มหาวิหารแถบนี้เยอะแยะไปหมดเลย ตามมาด้วยตัวอย่างในอังกฤษ มันแปลกมากๆ! เพราะประติมากรรมแบบโกธิคนี่จะถูกจำกัดให้ใช้กับแค่สุสาน แล้วก็จะไม่ค่อยมีรายละเอียดมากมายซะด้วยสิ (ประมาณว่าเรียบสุดๆ = =) แต่ก็ต้องมาร้องอ้อกับความแปลกนี้ เพราะว่าในสมัยนั้นอังกฤษนับถือศาสนาคริสต์ในนิกายซิสเตอร์เซียน ซึ่งเป็นนิกายที่แยกย่อยออกมาจากโรมันคาทอลิกอีกทีหนึ่ง เป็นนิกายที่สมถะและเรียบง่าย ดังนั้นถ้าหากจะนำศิลปะประติมากรรมแบบโกธิคซึ่งมีความสวยงามหรูหราอยู่ในตัวมาใช้ก็จะเป็นการทำลายภาพพจน์นั่นเอง เรามาดูลักษณะของประติมากรรมแบบโกธิคกันดีกว่าค่ะ อันประติมากรรมแบบโกธิคนี้วิวัฒนาการมาจากงานในยุคแรกๆ ที่ไร้ชีวิตชีวาแข็งทื่อสมกับเป็นรูปปั้นจริงๆ หรือพูดง่ายๆก็คือแบบโรมาเนสก์ กลายเป็นประติมากรรมที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยมีการรื้อฟืนอิทธิพลแบบกรีก-โรมันโบราณเข้ามาใช้ด้วยคือมีการแกะสลักรอยผ้าให้ดูพลิ้วไหว รวมไปถึงสีหน้าท่าทางการแสดงออกที่ดูสมจริงสมจังขึ้นกว่าเดิม
แต่ว่า....ประติมากรรมแบบโกธิคก็เหมือนๆกับโรมาเนสก์คือมีจุดเริ่มต้น-รุ่งเรืองแล้วก็พัฒนาการ เพราะว่าในราวๆคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นการเริ่มต้นของยุคเรเนสซองส์ ทำให้ประติมากรรมแบบโกธิคนั้นพัฒนาไปเป็นประติมากรรมแบบเรเนสซองส์เช่นที่เราเห็นกันทั่วไปในกรุงโรมนั่นเอง >>>จิตรกรรมแบบโกธิค แล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายในตอนนี้ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องที่หนักและถือเป็นหัวใจในตอนต่อไปก็คือเรื่องจิตรกรรมแบบโกธิค จิตรกรรมในแบบที่สามารถเรียกว่า จิตรกรรมแบบโกธิคได้เต็มปากเต็มคำ นั้นปรากฏออกมาหลังจากการเริ่มต้นของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมแบบโกธิคตั้ง 50กว่าปีหรือง่ายๆก็คือราวๆในปี ค.ศ.1200 หากแต่การส่งผ่านลักษณะจากจิตรกรรมแบบโรมาเนสก์สู่โกธิคนั้นมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมาก เพราะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่เราสามารถเห็นได้ถึงจุดเริ่มต้นของสไตล์ที่เรียกได้ว่าเป็นโกธิคของแท้คือ ดูโศกเศร้า มืดมน และ ดูมีความรู้สึกมากกว่าจิตรกรรมในยุคที่ผ่านๆมามากมายนัก แล้วถ้าหากจะให้วิเคราะห์ถึงที่มาของอารมณ์ที่ดู ดีเพรส โศกเศร้า มืดมน ของโกธิคอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบันนี้ก็คงจะได้อิทธิพลมาจากทางนี้อยู่โขเหมือนกันลองสังเกตดูจากภาพข้างล่าง
(แม้ว่าภาพนี้จะถูกวาดในยุคที่อยู่ในยุคหลังจากยุคโกธิคตั้งหลายปีดีดัก ไม่สิต้องหลายศตวรรษเลยด้วยซ้ำ เพราะภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี 1930 อารมณ์ของภาพนี่ประมาณว่าเศร้าและมืดมนมาเลยทันทีที่ได้ดูภาพ หรือใครจะคิดเป็นอารมณ์อื่นก็ได้แต่เราคิดว่ามันให้ความรู้สึกแบบนั้นน่ะ) มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า งานจิตรกรรมแบบโกธิคนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของความเชี่ยวชาญพื้นฐานในด้านงานช่างศิลป์ 4 ประการในการทำงานศิลป์แบบโกธิค ได้แก่ ภาพปูนเปียก [Frescos] ภาพบนกระดานไม้ [Panel Paintings] ภาพวาดประกอบเรื่องราวหรือที่เรียกกันว่าอิลลัสสเตรชัน [Manuscript Illumination-แต่ส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะเป็นภาพประกอบเรื่องราวในพระคัมภีร์มากกว่า] และ งานกระจกสี [Stain Glassed] อันงานภาพปูนเปียกนี้ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องในโบสถ์ตั้งแต่แบบดั้งเดิมยุคแรกๆแล้วในยุโรปทางตอนใต้โดยเป็นการเล่าเรื่องราวหลักๆผ่านภาพเขียน แต่ว่าในทางตอนเหนือของยุโรปงานกระจกสีกลับได้รับความนิยมมากกว่าจนแพร่กระจายไปทั่วยุโรป หากแต่สิ่งเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยภาพบนกระดานไม้ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศอิตาลีราวๆศตวรรษที่ 13 และก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วถึงขั้นออกไปนอกยุโรปด้วย ซึ่งต่อมางานจิตรกรรมชนิดนี้ก็ค่อยๆเข้าไปแทนที่งานกระจกสีทีละน้อยๆในที่สุด
[Panel Painting] +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ที่มา 1. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี 2. wikipedia ที่มาของคำว่า“โกธ” [Goth]คำว่าโกธ จริงๆแล้วเป็นชื่อชนเผ่าชนเผ่าหนึ่งในยุคกลาง ซึ่งเป็นชนเผ่าอนารยชนในสาขาเยอรมานิกตะวันออก เราจะเรียกกันว่าชาวโกธิค หรือ กูแตนส์ (Gutans) ช่วงแรกๆมีการตั้งถิ่นฐานกันอยู่ในจอร์แดน ทางฝั่งซ้ายของแถบสแกนดิเนเวีย แต่ที่เป็นหลักเป็นฐานอย่างมั่นคงก็คือใกล้ๆกับแม่น้ำวิสตูลา (Vistula) ซึ่งเป็นประเทศโปแลนด์ในปัจจุบันนั่นเอง แต่ทว่าในศตวรรษที่ 3-4 นั้นได้ไปลงหลักปักฐานกันซะมั่นคงในแคว้นซิธเธีย-Scythia (ปัจจุบันอยู่ในโซเวียตหรือรัสเซีย) เดเซีย-Dacia (เป็นอาณาจักรโบราณอาณาจักรหนึ่งที่โรมันยึดได้ อยู่ระหว่างเทือกเขาคาร์พาเธียน) บางส่วนของโมเอเชีย-Moesia (เมืองโบราณที่อยู่ในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้) และ เอเชียไมเนอร์ (แถวๆตุรกีตอนนี้อ่ะนะ)
แต่....แต่ในทุกสังคมย่อมมีความไม่ลงรอยกันรวมถึงเผ่าโกธิคด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 5-6 ได้แยกออกเป็น 2 ก๊ก 2 เหล่าคือ วิสิโกธ กับ ออสโทรโกธ โดยแบ่งดินแดนกันปกครองบนอาณาจักรโรมันที่อำนาจได้ตกทอดมาสู่มือพวกโกธคือบนคาบสมุทรไอบีเรียนทั้งหมด ซึ่ง วิสิโกธนั้นปกครองทางฝรั่งเศสและสเปน ส่วนออสโทรโกธปกครองแถบอิตาลี เมื่อแบ่งจัดสรรสมบัติกันลงตัวแล้ว ทีนี้ก็มาถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้มี วัฒนธรรมสไตล์โกธิคกันในปัจจุบันกันนั่นก็คือ ศาสนาคริสต์นั่นเอง สำหรับบันทึกทางประวัติศาสตร์ยุคแรกๆของชาวโกธนั้นมีชื่อเรียกว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” [Jordanes Getica ถ้าอ่านผิดก็ขออภัยด้วยนะ] เป็นข้อความที่ค่อนข้างกระชับรัดกุมมีจำนวนทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งเขียนขึ้นในอิตาลี โดย คาสสิโอโดรัส [Cassiodorus] นักเขียน ข้าราชสำนัก และ นักบวช ในราชสำนักของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราช [Theodoric the Great] กษัตริย์ของออสโทรโกธ (ยังจำได้อยู่รึเปล่า) เริ่มเขียนในปี คริสต์ศักราช 530 เป็นเวลา 4 ปีหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าธีโอดอริคและ เสร็จสิ้นในปี 551 ศาสนาคริสต์ถูกนำเข้าสู่พวกโกธิคโดยนักโทษชาวโรมัน อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมาตั้งแต่เก่าก่อนหรือว่าอาจจะเป็นเชลยศึกก็เป็นได้ เพราะในสมัยนั้นเราก็สามารถคิดได้สองแบบ แล้วศาสนาคริสต์ก็แพร่หลายไปได้รวดเร็วพอซะด้วยสิ พอที่จะทำให้กษัตริย์ของชาวโกธของสายเตอร์วิงกี [Thervingi] หลายๆพระองค์และผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจ จึงสั่งประหารผู้ใดก็แล้วแต่ที่นับถือศาสนาคริสต์ จนชาวคริสต์ที่เป็นชาวเตอร์วิงกีอพยพลี้ภัยนี้ไปยังโมเอเชีย ซึ่งนำโดยผู้ที่แปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาโกธิคก็คือ วัลฟิลา [Wulfila] หรือท่านอัลฟิลาส [Ulfilas] บิชอปคนแรกของชาวโกธนั่นเอง
[ท่านบิชอปอัลฟิลาส หรือ วัลฟิลา]
[พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช ศิลปะแบบไบแซนไทน์] นักประวัติศาสตร์หลายๆคน อาทิ ปีเตอร์ ฮีเธอร์ และ มิคาอิล คูลิโคสกี กล่าวว่า บันทึกที่ชื่อว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” นี้นำเสนอเรื่องราวของพระเจ้าธีโอดอริค ราชวงศ์ของพระองค์ และ ประวัติศาสตร์ของชาวโกธไปในแนวทางที่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อการโฆษณาซะมากกว่า ส่วนแหล่งที่มาหลักอื่นๆของประวัติศาสตร์ของชาวโกธในที่ค้นพบหลังๆนั้น ประกอบไปด้วยหนังสือที่ชื่อว่า Ammianus Marcellinus' Historiae กล่าวถึงการรวมกลุ่ม “แบบเฉพาะกิจ” ของชาวโกธในสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง จักรพรรดิโปรโคปิอุส [Procopius] และวาเลนส์ [Valens] ในราวๆปี ค.ศ.365 และเล่าถึงการอพยพลี้ภัยและการก่อกบฏของชาวโกธในราวๆปี ค.ศ.376-382 และตามมาด้วยหนังสือ Procopius' de Bello Gothico ซึ่งเล่าถึงสงครามของโกธิคในราวๆปี ค.ศ. 535-552
[แม่น้ำดานูบ] จากการอ้างอิงจาก จอร์ดาเนส เจติกา คาสสิโอโดรัสกล่าวว่า ชาวโกธนั้นมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่แถบสแกนดิเนเวีย จากบันทึกมีการกล่าวบรรยายถึงลักษณะภูมิประเทศและเอ่ยถึงชื่อดินแดนด้วยว่าชื่อ กอธแลนด์ [Gotland] ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น G?taland ซึ่งเป็นจังหวัดจังหวัดหนึ่งของประเทศสวีเดนในปัจจุบัน ส่วนการแตกเป็นก๊กเป็นหมู่ของโกธนั้นกล่าวไว้ว่า พวกกูตาร์ [Gutar] แยกออกมาก่อน โดยพวกนี้ได้ทำการอพยพร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของริมฝั่งแม่น้ำวิสตูลาในช่วงศตวรรษที่ 3 และทำการลงหลักปักฐานในแคว้นซิธเธียนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ยังจำได้นะ) ซึ่งพวกเขาเรียกที่แห่งนี้ว่า “โอเอียม” [Oium] ซึ่งแปลได้ว่า ดินแดนแห่งสายน้ำ สำหรับการเข้ารีตเป็นชาวคริสเตียนของสายเตอร์วิงกีและเกรอตังกีนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 4 โดยการชักจูงของชาวอาณาจักรไบแซนไทน์ที่เข้ามาทำการค้าการขายกันในตอนนั้นและจากสัญญาทางการทหารที่มีกับอาณาจักรไบแซนไทน์ด้วย ซึ่งในตอนนี้เองชาวโกธผู้น่ารักของเราก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มทำตัวเป็นสุภาพชนผู้มีวัฒนธรรมมากขึ้น ต่อมา อาณาจักรฮันนิค [Hunnic] หรือ ฮั่นนั่นเอง เริ่มแผ่ขยายอำนาจมายังอาณาจักรของชาวออสโทรโกธหรือสายเตอร์วิงกีนั่นละ (โถๆๆกว่าจะออกมาในบันทึกนี้) ในช่วงทศวรรษที่ 370 ชาวโกธเองก็เป็นอีกชนกลุ่มหนึ่งที่รักอิสรเสรีภาพของตัวเอง จากภายใต้การกดดันของชาวฮั่น กษัตริย์ของพวกออสโทรโกธ หรือ เตอร์วิงกี นามว่า ฟริทิเจิร์น [Fritigern] ก็ได้ทำการเจรจาขอความช่วยเหลือจากวาเลนส์จักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์นั่นละ ว่าขออนุญาตอพยพไปอยู่ยังดินแดนชายฝั่งแม่น้ำดานูบทางตอนใต้กับชาวท้องถิ่นของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้หรือไม่ ซึ่งวาเลนส์เองก็อนุญาต แต่แม้ว่าการอพยพไปยังป้อมปราการแห่งดูรอสโทรัม [Durostorum] จะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ว่าก็ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงตามมาในภายหลังซึ่งเกิดจากการปะทุของสงครามโกธิค [The Gothic War] ในปี 376-382 โดยในคราวนี้เองวาเลนส์ก็ได้สิ้นชีพในการปะทะที่ เอเดรียโนเปิล [Battle of Adrianople] ทางด้านวิสิโกธภายใต้การนำของพระเจ้าอลาริคที่ 1 [Alaric I] ซึ่งทางนี้ได้อพยพเข้ามายังเมืองหลวงใหม่ของโรมที่ย้ายมาจากที่เก่าในปี 410 ซึ่งมีชื่อว่าเมืองราเวนนา [Ravenna] โดยภายใต้การนำของจักรพรรดิโฮโนริอุส [Honorius] ซึ่งต่อมาชาวเผ่าแวนดัล [Vandal] ได้รุกรานเข้ามาในบริเวณที่ตั้งของแคว้นอากีแตน [Aquitaine] ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกวิสิโกธในขณะนั้น ดังนั้นชาววิสิโกธก็เลยทำการต่อสู้จนได้รับชัยชนะทำให้จักรพรรดิโฮโนริอุสออนุญาตให้พวกเขาปกครองตนเองอย่างถาวรในแคว้นอากีแตนซึ่งเป็นผลทำให้พวกเขาปกครองแผ่ขยายอำนาจไปจนเกือบจะทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรียซึ่งแน่นอนว่ารวมสเปนด้วยในปี 475 กลับมาที่ออสโทรโกธกันบ้าง ในระหว่างนั้นเองพวกเขาก็เป็นอิสระจากการปกครองของชาวฮั่นแล้ว (เย้~ดีใจๆ) ซึ่งเป็นผลมาจากการปะทะกันในชื่อว่า Battle of Nedao ในปี 454 โดยพระราชโองการของจักรพรรดิซีโน [Zeno] หรือพูดง่ายๆว่าจักรพรรดิซีโนเป็นผู้ประกาศให้ชาวออสโทรโกธเป็นไทนั่นเอง ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 6 ชาวโกธทั้งสองกลับมารวมตัวเฉพาะกิจอีกครั้งภายใต้มหาเศวตฉัตรเดียวกันโดยการปกครองของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชซึ่งสามารถพิชิตอิตาลีทั้งหมดได้ในปี 488 และจากนั้นพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชก็ทรงปราบดาภิเษกขึ้นสำเร็จราชการและสถาปนาอาณาจักรวิสิโกธิค [Visigothic Kingdom] ขึ้นมาหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอลาริคที่ 2 ในปี 507 สำหรับราชอาณาจักรของชาวออสโทรโกธนั้นมั่นคงยืนยาวมาจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 553 ภายใต้การนำของพระเจ้า Teia อาณาจักรอิตาลีที่เคยถูกรวบอำนาจในการปกครองเมื่อครั้งกระโน้น ก็กลับไปเป็นของอาณาจักรไบแซนไทน์อีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งถูกพิชิตโดยพวกแลงโกบาร์ดซึ่งเป็นอีกเผ่าหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของอิตาลี ในปี 568 และราชอาณาจักรของพวกวิสิโกธนี้เองที่อยู่ยืนยาวที่สุดไม่ถูกกลืนหายไปกับเผ่าใด แต่จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 711 ชาววิสิโกธภายใต้การนำของร็อดเดอริค [Roderic] ที่เป็นผู้นำแต่ไม่ใช่กษัตริย์เพราะช่วงนั้นชาวโกธไม่มีกษัตริย์ปกครอง ซึ่งได้ปักหลักกันอยู่บริเวณแคว้นอากีแตน [Aquitaine]นั้นได้ถูกขับไล่ออกไปจากฝรั่งเศสโดยต้องถอยร่นไปยังประเทศสเปนในปัจจุบันอย่างเต็มตัว (อ้างอิงจาก สเปน หน้าต่างสู่โลกกว้างหน้า 28 และ วรรณกรรมเรื่อง The Templar Legacy หรือตำนานลับขุมทรัพย์เทมปลาร์บทที่ 16 หน้า 113 หาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไปค่ะ แต่อย่าไปยืนอ่านฟรีจนน่าเกลียดนะ) จนในที่สุดในปีค.ศ. 714 สเปนได้ถูกรุกรานจากชาวมุสลิมทางแอฟริกาเหนือ (อ้างอิงจาก ยุโรป หน้าต่างสู่โลกกว้าง หน้า 34) ชาววิสิโกธที่ตั้งรกรากกันอยู่ที่นั่นจึงต้องยอมจำนนอย่างช่วยไม่ได้ และที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คือการถูกกลืนหายไปของชาวโกธทั้งสองเผ่าพันธุ์นั่นเอง
[แคว้นอากีแตนคือบริเวณสีม่วงๆ] แต่สำหรับชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้ที่อยู่ในสวีเดนนั้นถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียว เพราะว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นชาติสวีเดนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่กว่าที่ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวสวีเดนนั้นสืบสายโลหิตมาจากชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้นี้จะได้รับการยอมรับนั้นก็ปาไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว ส่วนชาวโกธอีกทั้งสองของเรานั้นก็กลายเป็นต้นตระกูลของชนชั้นสูงชาวสเปน (วิสิโกธ) และชาวยุโรปในแถบอิตาลีและบริเวณใกล้เคียงนั้นตราบจนถึงทุกวันนี้ (ออสโทรโกธ) จริงๆแล้วเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้นั้นยาวและละเอียดกว่านี้ เพราะว่าชาวโกธนั้นมีบทบาทมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ของช่วงต้นยุคกลาง หากจะนำมาเล่าให้ละเอียดตามเท่าที่หาได้นั้นคงจะกินเวลานานมากในการเล่าดังนั้นการรู้จักพวกเขาพอสังเขปเพียงเท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้วนะคะกับการที่เราจะต้องไปรู้จักลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่ลักษณะวัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกายของชาว ‘โกธิค’ ในปัจจุบัน สุดท้ายมาปิดท้ายกันด้วยภาพของอาวีญง อีกแคว้นที่ชาววิสิโกธเคยเข้าไปตั้งถิ่นฐานกันดีกว่า
[พระราชวังพระสันตะปะปา ในสมัยที่ย้ายศาสนจักรมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค]
อ้างอิงบางส่วนจาก 2. http://www.newadvent.org/cathen/index.html 3. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี
|
|
|