Blood Diary's profileBlood DiaryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดสยองรอบโลก

    10 สุสานปานาโม (Las Catacumbas De Los Capuccinos)

    เป็นสุสานใต้ดินโบราณ ตั้งอยู่ใต้อารามของนักบวชคาปูชิน แห่งโบสถ์ฟรานซิสกันของศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ที่เมืองปาร์แลโม เกาะซิซิลี ประเทศอิตาลี ที่นั่นมีมัมมี่และศพกองเต็มไปหมด เหมือนจะเป็นชุมชนแออัดด้วยซ้ำ เพราะมีซากศพ มัมมีเยอะแยะ ถึงขนาดที่ศพที่มาทีหลังไม่มีที่ให้ยืนสบายๆ ต้องถูกแขวนไว้กับตะขอตามผนัง ถ้าเดินเข้าไปก็จะเจอแต่ศพนั่ง นอน ยืน ห้อยต่องแต่ง และเดิน !! อะเดินไม่มี บางศพยังคงสวมเครื่องแต่งกายเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ มีศพเด็กผู้หญิงอายุ 8 ขวบด้วย ชื่อ โรซาเลีย ลอมบาร์โด้ ดองเอาไว้ 70 - 80 ปีแล้ว หน้าตายังน่ารักเหมือนเด็กนอนหลับอยู่เลย
    ....
    09 อุโมงค์ปองเดอลามา (Pont de L’Alma)

    สถานที่ที่เจ้าหญิงไดอาน่าประสบอุบัติเหตุทางรถยน สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2540 และยังคงเป็นปริศนาค้างคาใจคนทั้งโลกว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือถูกฆาตกรรม เพราะในคืนที่เกิดโศกนาฏกรรม มีการเปลี่ยนเส้นทางรถยนต์ไปยังอุโมงค์ Pont de L’Alma อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆที่จุดหมายเดิมคือการเดินทางไปยังอพาร์ตเมนต์ของฝ่ายชาย และทำไมวิทยุสื่อสารของตำรวจในกรุงปารีสไม่สามารถใช้การได้โดยไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่รถยนต์พระที่นั่งของเจ้าหญิงเดินทางเข้าสู่อุโมงค์ จนเกิดเหตุร้ายและไม่สามารถติดต่อสื่อสารเพื่อขอความช่วยเหลือเพื่อรักษาพระชนม์ชีพของพระองค์ได้อย่างทันท่วงที ทั้งหมดจะเป็นความบังเอิญจริงหรือเปล่า ??
    ....
    08 เทือกเขาโคโลราโด้ (Colorado Rockies)

    เทือกเขาแห่งนี้เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น เป็นเรื่องของมนุษย์กินคนที่ไม่ใช่คนป่า ในปี 1874 ช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัด คณะนักสำรวจ 6 คนกำลังขุดอุโมงค์ในเทือกเขาโคโลราโด้อยู่ ต่อมาอุโมงค์เกิดถล่ม การสื่อสารถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และต่อมาในฤดูใบไม้ผลิมีเพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอดกลับมาจากเทือกเขาโคโลราโด้ เค้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี เค้าคนนี้มีชื่อว่า อัลเฟร็ด แพคเกอร์ และเมื่อเค้าออกมาก็ถูกจับทันทีเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ากินเพื่อนร่วมทางของเค้าสองคนเพื่อมีชีวิตรอดเพราะอาหารหมด และเพื่อนร่วมทางก็ตายไปทีละคน เขาเลยอดใจไม่ไหวกินเป็นอาหารเสียเลย
    ....
    07 หมู่เกาะปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea)

    ปาปัวนิวกินีเป็นเกาะที่อยู่ทางเหนือของออสเตรเลีย มีชนเผ่าต่างๆมากกว่า 700 เผ่า แต่ละเผ่าต่างคนต่างอยู่ การเดินทางไปมาหาสู่กันลำบากมาก เพราะพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และใครอยากเห็นมนุษย์กินคนก็ต้องเข้าไปลึกหน่อยนะ ถ้าโชคดีอาจจะไปทันตอนพิธีเฉลิมฉลองชัยชนะ และกินซุปเนื้อมนุษย์ วิธีปรุงอาหารรายการนี้ง่ายมาก นำน้ำใส่หม้อดินขนาดใหญ่ต้มให้เดือด บั่นศพมนุษย์ที่ตายทั้งสองฝ่ายให้มีขนาดที่จะใส่ในหม้อนั้นได้ใส่ลงในหม้อ นำผักชนิดต่างๆรวมทั้งมันและเผือกใส่รวมลงไปด้วย ต้มจนสุกและเปื่อยดีแล้วก็ตักออกมากินกัน ส่วนคนที่ยังไม่ตายก็มัดไว้ก่อนและค่อยฆ่าให้ตายนำมาปรุงเป็นอาหาร กินเลี้ยงกันในคืนต่อไป รองเท้าหนัง ถุงเท้า ตลอดจนเสื้อผ้าก็ถูกนำมาต้มจนเปื่อย และกินจนหมดเช่นกัน สำหรับหัวกะโหลกจะเก็บไว้เป็นเครื่องประดับตามบ้านเรือน
    ....
    06 โรงงานนรก อัสชวิทซ์ (Auschwitz)

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกับค่ายอัสชวิทซ์ ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองอัสชวิทซิน โดยค่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อสังหารชาวยิวด้วยการรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผา โดยมีเหยื่อที่โดนฆ่าถึงหนึ่งล้านสองแสนคน จากที่ต่างๆทั่วยุโรปจํานวน 22 ล้านคน ชาวยิวเดินทางไปที่ค่ายทางรถยนต์ รถไฟ และเรือเดินสมุทร ปัจจุบันสภาพยังเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเตารมแก๊ส เตาเผา ค่ายพัก คุก พร้อมกับความวังเวง เมื่อท่านไปก็อาจเจอผีชาวยิวที่ไม่ไปเกิดอีก ได้สองเด้งเลย ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีนักท่องเที่ยวสนใจมากแห่งหนึ่งของโปแลนด์ ซึ่งพยายามรักษาสภาพให้ใกล้เคียงสภาพเดิมให้มากที่สุด
    ....
    05 ปอมเป (Pompei)

    ปอมเปเป็นเมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่งถูกภูเขาไฟระเบิดถล่มทั้งเมือง ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สยองขวัญมาก เค้าหล่อรูปคนตายในท่าที่ถูกลาวาทับไว้ ก็เลยเป็นสถานที่แสดงท่าหนีตายของชาวเมืองไป เพราะปอมเปเอี้ยนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนใบหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย" ปัจจุบันเมืองโบราณปอมเปได้รับการฟื้นฟู และองค์การยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997
    ....
    04 หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London)

    หอคอยลอนดอน ณ ประเทศอังกฤษ สถานที่เกิดเหตุการณ์แห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ กว่า 900 ปี มีเหตุการณ์นองเลือดซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกิดขึ้น และเคยเป็นป้อมปราการ,ปราสาทราชวัง,คุก,แดนประหาร เป็นสถานที่ตัดหัว แอนน์ โบลีน พระสนมในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 8 ที่ทุกวันนี้วันดีคืนดียังมีคนเห็นแอนน์ โบลีนถือหัวและร้องครวญครางอย่างทรมาน ไม่รวมกับอีกหลายวิญญาณที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในหอคอยแห่งนี้ซึ่งมักจะส่งเสียงร้องขอชีวิต หรือเสียงลากโซ่ตรวนให้ผู้คนได้ยินและปรากฎให้เห็นเป็นระยะๆ จึงทำให้ที่นี่ยังคงโด่งดังเรื่องความหลอนตลอดกาล ปัจจุบันหอคอยลอนดอนเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารและหอคอยหลายหลังที่เก็บเครื่องมือทรมานและเครื่องมือประหารนักโทษแบบโหดๆของยุคกลาง และมีอีกาด้วย ดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆแหละ
    ....
    03 ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย โรมาเนีย

    ปราสาทที่เป็นแหล่งกำเนิดของนิยายผีดูดเลือด แดรกคิวล่า ที่ว่าน่ากลัวคือเจ้าชายจอมเสียบ วลาด แดรกคิวล่า ผู้เป็นเจ้าของปราสาท เค้าชอบนำเหล่าเชลยมาเสียบด้วยไม้แหลมจากก้นจนทะลุขึ้นไปซีกบน แล้วก็เอามานั่งเรียงรายกันไปในบริเวณกว้างๆ เช่น กำแพงเมือง หรือสนามหญ้าใหญ่ๆ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจเค้าก็จะนั่งดินเนอร์ดูการประหารด้วยวิธีนี้เสียตรงนั้นเลย ส่วนตัวปราสาทปัจจุบันยังอยู่ครับ แต่ทำไมอยู่สูงจัง ใครจะไปก็อดทนหน่อยล่ะ ปีนขึ้นไปดูเอง (ล้อเล่น เค้าทำบันไดไว้ให้ปีนแล้ว)
    ....
    02 อัลคาแทรซ (Alcatraz)

    นี่คือคุกที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา อัลคาแทรซ สถานที่คุมขัง อัลคาโปน เจ้าพ่อชื่อดัง และภายในคุกสยองวังเวงจริงๆ ได้ฉายาว่า เดอะร็อก เป็นคุกที่ไม่มีใครแหกออกมาได้สำเร็จเลย ถึงแม้จะมีนักโทษพยายามใช้ของชิ้นเล็กๆตัดซี่กรงเหล็กและแอบว่ายน้ำหนีออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเขามีชีวิตรอดไปได้ นักโทษหลายคนตายในห้องขังที่นี่ ส่วนหนึ่งตายเพราะบาดแผลติดเชื้อ และนี่เองเป็นที่มาของเสียงประหลาดมากมาย เช่น เสียงตัดเหล็ก เสียงปิดประตูห้องขัง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน และความรู้สึกถูกจ้องมอง ปัจจุบันคุกนี้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สามารถค้างคืนได้ด้วยนะจะบอกให้
    ....
    01 อนุสรณ์สถานแห่งความตาย คิลลิ่ง ฟิลด์ (Killing Field)

    ใครจะว่าไงไม่รู้นะครับ แต่ผมยกให้สถานที่นี้คือที่สุดแห่งความสยองแล้ว เพราะมันอยู่ใกล้บ้านเรา กัมพูชานี่เองจ้า เลิกซะทีเถอะข้ามพรมแดนไปเล่นการพนัน หันมารู้ประวัติศาสตร์ที่แสนโหดร้ายกันบ้าง โดยสถานที่นี้เป็นอนุสรณ์รำลึกความโหดร้ายในยุคเขมรแดงที่นำโดยเฮียพอลพต ที่สั่งฆ่าชาวเขมรนับล้าน ศพมากมายนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นกะโหลกไร้ญาติ (ไม่สามารถระบุได้ว่าคนตายเป็นใคร) ได้ถูกนำมารวมไว้ที่นี่ และมีรูปผู้ตายนับล้านให้ดู วันดีคืนดีอาจได้ยินเสียงกะโหลกร้องระงม ฟังแล้วได้บรรยากาศมาก อีกที่ก็ ตุล สาเลช คุกเถื่อนซึ่งในอดีตเป็นโรงเรียนมัธยมฯ ที่นั้นมีคนถูกฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน และบางรายถูกนำมาทรมานเยี่ยงสัตว์ก่อนตายอย่างสยอง

    ภาพแฟชั่นแบบ Gothic & Lolita

    เป็นแฟชั่นเทรน Gothic & Lolita ที่กำลังมาแรงในญี่ปุ่น (ในไทยอาจจะหาดูได้ยาก)

    user posted image

     user posted image

    กลัดเข็มกลัดแบบนี้ สไตล์ Gothic & Lolita Punk

    user posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted imageuser posted image

    ศิลปะแบบโกธิค

    ในตอนที่แล้วเราได้รู้จักกับคำว่าโกธกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาดูเรื่องราวที่จะนำไปสู่วัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกาย รวมถึงปรัชญาของพวกเราชาวโกธ

       คำว่าโกธิค นั้นคือ ชื่อเรียกลักษณะของศิลปะสถาปัตยกรรมในยุคกลางราวช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 12 พร้อมๆกับยุคศิลปะสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ [Romanesque] กินเวลาประมาณ 200 ปี ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในฝรั่งเศสโดยเริ่มต้นที่รูปแบบสถาปัตยกรรมของโบสถ์ และ มหาวิหารต่างๆนั่นเองซึ่งเราจะยังไม่พูดถึงในตอนนี้ ที่เราจะพูดถึงกันก็คือศิลปะก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง
      แต่ว่าได้มีผู้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับที่มาของคำว่าโกธิคไว้ว่า มาจากภาษากรีกคำว่า Goetic ซึ่งแปลว่าเวทมนต์ และผู้คนที่ได้พบได้เห็นต่างลงความเห็นกันว่ามันงดงามมากเพราะไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงสัณฐาน ความสูงอย่างเหลือเชื่อ ความมีชีวิตชีวา และ อื่นๆอีกมากมาย ราวกับว่ามันถูกเนรมิตขึ้นมา

    (มหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่อลังการงานสร้างสุดๆ)


    (สถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ จะเห็นได้ชัดเลยว่า มีความเรียบง่ายผิดแผกไปจากแบบโกธิคมาก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้เป็นแบบที่ยึดถือแบบโรมันดั้งเดิม)

    วิวัฒนาการของศิลปะแบบโกธิคนี้ได้เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยเน้นความสมจริง ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเหมือนที่เป็นๆมา และ ยังมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิมอีกด้วย โดยศิลปะแบบโกธิคที่เด่นๆนั้นประกอบไปด้วยรูปสลักรูปปั้น ภาพเขียน หน้าต่างกระจกสี ภาพปูนเปียก (เฟรสโก Fresco) และต้นฉบับแบบลายมือ (ลายมือแบบศิลป์ๆที่พวกเราชาวโกธสุดแสนจะรัก) และศิลปะแบบโกธิคนี้เองที่เป็นรากฐานให้กับศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือแบบเรเนสซองส์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการนั่นเอง

    >>>ลักษณะโดยทั่วไปของศิลปะแบบโกธิค

    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนาหรือก็เรื่องทางโลกนั่นแหละกับทั้งเรื่องทางศาสนาซึ่งศิลปะแบบโกธิคนั้นมักจะเล่าเรื่องราวผ่านรูปภาพเป็นส่วนใหญ่ โดยในยุคแรกๆนั้นภาพส่วนใหญ่จะอยู่ในโบสถ์และวิหารมักจะเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาเดิม [The Old Testament] และ ภาคพันธสัญญาใหม่ [The New Testament] อยู่เคียงข้างกันเสมอ และตามมาด้วยภาพวาดของนักบุญ ส่วนภาพของพระแม่มารีนั้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าศิลปะแบบไบแซนไทน์ที่แพร่หลายในตอนนั้นก็คือ มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ลักษณะความเมตตาและความรักต่อพระบุตรปรากฏเด่นชัดกว่าเดิม และที่สำคัญก็คือมีการถ่ายทอดลักษณะความเป็นพระมารดาแห่งพระเยซูและพระมารดาแห่งสวรรค์ออกมาได้สมกับพระฐานันดรของพระนาง

     
       (ภาพวาดพระแม่มารีย์แบบไบแซนไทน์)

     

    (นี่เป็นแบบโกธิค จะเห็นได้ชัดเลยว่าต่างกันมากๆ)

       ส่วนศิลปะแบบทางโลกนะคะ เริ่มขึ้นในช่วงที่ การค้าและการปกครองนอกศาสน-จักรนั้นเฟื่องฟูขึ้นกว่าเดิม การค้าขายทำให้มีชนชั้นกลางขึ้นไปจนถึงระดับเศรษฐีเพิ่มขึ้นมากมายจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถจะสนับสนุนและอุปถัมภ์งานศิลปะของเหล่าศิลปินได้ งานศิลปะแบบโกธิคและการเขียนหนังสือซึ่งสมัยก่อนนั้นส่วนใหญ่ผู้เขียนมักจะเป็นพระที่อยู่ในวัดมากกว่า ดังนั้นในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เลยแพร่หลายมากขึ้นจนทำให้ผู้คนนั้นอ่านออกเขียนได้ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองและการนี้เองเป็นจุดที่จะเริ่มต้นการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการเก่าๆให้กลับขึ้นมาค่ะ ที่สำคัญก็คือทำให้ศิลปะแบบโกธิคที่เข้าใจกันว่าต้องเป็นทางศาสนาเท่านั้น มีความเป็นทางโลกมากขึ้นโดยบรรดาศิลปินนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดี มีความคิดความอ่านที่สร้างสรรค์ไม่ยึดติดกับศาสนามากขึ้น และ ทำให้ผู้คนนั้นเข้าใจถึงแก่นแท้ของงานศิลปะมากกว่าเดิม

    แล้วช่วงนี้เองค่ะที่สมาคมของศิลปินได้ถูกจัดตั้งขึ้นมากมาย โดยได้แนวคิดมาจากสมาคมการค้าที่มีผลประโยชน์มากมาย อาทิเช่น สามารถเก็บสินค้าไว้กับสมาคมได้โดยปลอดภัยและไม่สูญหาย จากจุดนี้เองศิลปินส่วนใหญ่เลยตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อเก็บรักษางานศิลปะของตนเองไม่ให้สูญหายไปและชื่อของพวกเขาที่เซ็นไว้ใต้ชิ้นงานหรือหลังชิ้นงานก็จะไม่ลบเลือนไปด้วย จึงทำให้ทราบว่าเป็นผลงานของใคร

    ดูในส่วนของงานศิลปะทั่วๆไปกันไปแล้วและต่อไปเราก็จะมาดูงานประติมากรรมกันบ้าง

    [Chartres Cathedral] และมหาวิหารแห่งนี้ไม่เป็นเพียงแค่มหาวิหารแบบโกธิคแห่งแรกของโลกเท่านั้นนะคะหากแต่เป็นต้นแบบของประติมากรรมแบบโกธิคอีกด้วย ทว่าไม่ใช่เป็นแห่งแรกเหมือนกับตัวมหาวิหารค่ะ อันที่จริงแล้วงานประติมากรรมแบบโกธิคนี้ได้ถูกนำมาจากแคว้นเบอร์กันดีในปี 1145 (แคว้นทางตอนกลางของฝรั่งเศส มีชื่อเสียงในการทำเหล้าองุ่น) ซึ่งต่อมาเมื่อรูปแบบนี้ถูกนำมาใช้ในมหาวิหารชาร์เตอรส์ฯ มันก็เลยกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของประติมากรรมแบบโกธิคไปเลย

    >>>งานประติมากรรมแบบโกธิค

    งานประติมากรรมแบบโกธิคนั้นมีจุดกำเนิดมาจากบนผนัง เริ่มขึ้นในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่เขตอีเลอ เด ฟรองซ์ [?le-de-France – อ่านถูกหรือเปล่า ไม่ได้เรียนศิลป์ฝรั่งเศสเลยไม่รู้ว่าตัวหน้าอ่านยังไง] ซึ่งก็คือเขตการปกครองหรือมณฑลในฝรั่งเศสมีปารีสเป็นเมืองหลัก โดยผลงานที่ได้รับยกย่องว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบโกธิคชิ้นแรกของโลกนั้นคือวิหารเซนต์เดนิส [St. Denis Abbey] หรือ แซงต์เดอนิส



    (ภายในอลังการมากมาย)

    วิหารนี้สร้างเสร็จในปี 1140 ซึ่งภายหลังกลายเป็นระดับมหาวิหารชื่อว่ามหาวิหารชาร์เตรอส์ คาเตอดรอล

    ต่อมาแนวความคิดประติมากรรมแบบโกธิคได้แพร่กระจายออกจากฝรั่งเศสไปเกือบทั่วยุโรป ยกตัวอย่างเช่นในเยอรมนี เริ่มแพร่กระจายจากเมืองแบมเบิร์ก [Bamberg] ในปี 1225 เราจะเห็นอิทธิพลของประติมากรรมแบบโกธิคได้ตามโบสถ์ และ มหาวิหารแถบนี้เยอะแยะไปหมดเลย

    ตามมาด้วยตัวอย่างในอังกฤษ มันแปลกมากๆ! เพราะประติมากรรมแบบโกธิคนี่จะถูกจำกัดให้ใช้กับแค่สุสาน แล้วก็จะไม่ค่อยมีรายละเอียดมากมายซะด้วยสิ (ประมาณว่าเรียบสุดๆ = =) แต่ก็ต้องมาร้องอ้อกับความแปลกนี้ เพราะว่าในสมัยนั้นอังกฤษนับถือศาสนาคริสต์ในนิกายซิสเตอร์เซียน ซึ่งเป็นนิกายที่แยกย่อยออกมาจากโรมันคาทอลิกอีกทีหนึ่ง เป็นนิกายที่สมถะและเรียบง่าย ดังนั้นถ้าหากจะนำศิลปะประติมากรรมแบบโกธิคซึ่งมีความสวยงามหรูหราอยู่ในตัวมาใช้ก็จะเป็นการทำลายภาพพจน์นั่นเอง
    แล้วก็คราวนี้หลังจากที่ได้ดูจุดกำเนิด การแพร่กระจาย และ ตัวอย่างแปลกๆเล็กๆไปแล้ว

    เรามาดูลักษณะของประติมากรรมแบบโกธิคกันดีกว่าค่ะ อันประติมากรรมแบบโกธิคนี้วิวัฒนาการมาจากงานในยุคแรกๆ ที่ไร้ชีวิตชีวาแข็งทื่อสมกับเป็นรูปปั้นจริงๆ

    หรือพูดง่ายๆก็คือแบบโรมาเนสก์ กลายเป็นประติมากรรมที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยมีการรื้อฟืนอิทธิพลแบบกรีก-โรมันโบราณเข้ามาใช้ด้วยคือมีการแกะสลักรอยผ้าให้ดูพลิ้วไหว รวมไปถึงสีหน้าท่าทางการแสดงออกที่ดูสมจริงสมจังขึ้นกว่าเดิม



    (เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างแบบโกธิคกับโรมาเนสก์ ข้างบนเป็นแบบโกธิค)

    แต่ว่า....ประติมากรรมแบบโกธิคก็เหมือนๆกับโรมาเนสก์คือมีจุดเริ่มต้น-รุ่งเรืองแล้วก็พัฒนาการ เพราะว่าในราวๆคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นการเริ่มต้นของยุคเรเนสซองส์ ทำให้ประติมากรรมแบบโกธิคนั้นพัฒนาไปเป็นประติมากรรมแบบเรเนสซองส์เช่นที่เราเห็นกันทั่วไปในกรุงโรมนั่นเอง

    >>>จิตรกรรมแบบโกธิค

    แล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายในตอนนี้ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องที่หนักและถือเป็นหัวใจในตอนต่อไปก็คือเรื่องจิตรกรรมแบบโกธิค  จิตรกรรมในแบบที่สามารถเรียกว่า จิตรกรรมแบบโกธิคได้เต็มปากเต็มคำ นั้นปรากฏออกมาหลังจากการเริ่มต้นของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมแบบโกธิคตั้ง 50กว่าปีหรือง่ายๆก็คือราวๆในปี ค.ศ.1200

    หากแต่การส่งผ่านลักษณะจากจิตรกรรมแบบโรมาเนสก์สู่โกธิคนั้นมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมาก เพราะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่เราสามารถเห็นได้ถึงจุดเริ่มต้นของสไตล์ที่เรียกได้ว่าเป็นโกธิคของแท้คือ ดูโศกเศร้า มืดมน และ ดูมีความรู้สึกมากกว่าจิตรกรรมในยุคที่ผ่านๆมามากมายนัก แล้วถ้าหากจะให้วิเคราะห์ถึงที่มาของอารมณ์ที่ดู ดีเพรส โศกเศร้า มืดมน ของโกธิคอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบันนี้ก็คงจะได้อิทธิพลมาจากทางนี้อยู่โขเหมือนกันลองสังเกตดูจากภาพข้างล่าง

    (แม้ว่าภาพนี้จะถูกวาดในยุคที่อยู่ในยุคหลังจากยุคโกธิคตั้งหลายปีดีดัก ไม่สิต้องหลายศตวรรษเลยด้วยซ้ำ เพราะภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี 1930 อารมณ์ของภาพนี่ประมาณว่าเศร้าและมืดมนมาเลยทันทีที่ได้ดูภาพ หรือใครจะคิดเป็นอารมณ์อื่นก็ได้แต่เราคิดว่ามันให้ความรู้สึกแบบนั้นน่ะ) 

    มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า งานจิตรกรรมแบบโกธิคนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของความเชี่ยวชาญพื้นฐานในด้านงานช่างศิลป์ 4 ประการในการทำงานศิลป์แบบโกธิค ได้แก่ ภาพปูนเปียก [Frescos] ภาพบนกระดานไม้ [Panel Paintings] ภาพวาดประกอบเรื่องราวหรือที่เรียกกันว่าอิลลัสสเตรชัน [Manuscript Illumination-แต่ส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะเป็นภาพประกอบเรื่องราวในพระคัมภีร์มากกว่า] และ งานกระจกสี [Stain Glassed]

    อันงานภาพปูนเปียกนี้ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องในโบสถ์ตั้งแต่แบบดั้งเดิมยุคแรกๆแล้วในยุโรปทางตอนใต้โดยเป็นการเล่าเรื่องราวหลักๆผ่านภาพเขียน แต่ว่าในทางตอนเหนือของยุโรปงานกระจกสีกลับได้รับความนิยมมากกว่าจนแพร่กระจายไปทั่วยุโรป หากแต่สิ่งเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยภาพบนกระดานไม้ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศอิตาลีราวๆศตวรรษที่ 13 และก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วถึงขั้นออกไปนอกยุโรปด้วย ซึ่งต่อมางานจิตรกรรมชนิดนี้ก็ค่อยๆเข้าไปแทนที่งานกระจกสีทีละน้อยๆในที่สุด
    และนี่ก็คือตัวอย่างของงานจิตรกรรมประเภทต่างๆ

    [Panel Painting]


    [Manuscript Illumination]

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    ที่มา

    1. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี

    2. wikipedia

    ที่มาของคำว่า“โกธ” [Goth]

    คำว่าโกธ จริงๆแล้วเป็นชื่อชนเผ่าชนเผ่าหนึ่งในยุคกลาง ซึ่งเป็นชนเผ่าอนารยชนในสาขาเยอรมานิกตะวันออก เราจะเรียกกันว่าชาวโกธิค หรือ กูแตนส์ (Gutans) ช่วงแรกๆมีการตั้งถิ่นฐานกันอยู่ในจอร์แดน ทางฝั่งซ้ายของแถบสแกนดิเนเวีย แต่ที่เป็นหลักเป็นฐานอย่างมั่นคงก็คือใกล้ๆกับแม่น้ำวิสตูลา (Vistula) ซึ่งเป็นประเทศโปแลนด์ในปัจจุบันนั่นเอง แต่ทว่าในศตวรรษที่ 3-4 นั้นได้ไปลงหลักปักฐานกันซะมั่นคงในแคว้นซิธเธีย-Scythia (ปัจจุบันอยู่ในโซเวียตหรือรัสเซีย) เดเซีย-Dacia (เป็นอาณาจักรโบราณอาณาจักรหนึ่งที่โรมันยึดได้ อยู่ระหว่างเทือกเขาคาร์พาเธียน) บางส่วนของโมเอเชีย-Moesia (เมืองโบราณที่อยู่ในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้) และ เอเชียไมเนอร์ (แถวๆตุรกีตอนนี้อ่ะนะ) 


    (ริมฝั่งแม่น้ำวิสตูลา ในปัจจุบัน)
      ต่อมาอีกสักพักหนึ่งประมาณศตวรรษที่ 3-4 ก็ตามประสาชนเผ่าอนารยชนในสมัยนั้น (ก่อนสมัยกลาง) คือไปเที่ยวรบกวนอาณาจักรใหญ่ๆอย่างโรมัน แล้วก็รับเอาวัฒนธรรมแบบอารยัน (ต้นแบบของวัฒนธรรมคริสเตียน) เอามาใช้ด้วย เป็นไงบ้างตอนนี้เริ่มจับความได้แล้วใช่มั้ยล่ะ งั้นมาดูต่อดีกว่า

          แต่....แต่ในทุกสังคมย่อมมีความไม่ลงรอยกันรวมถึงเผ่าโกธิคด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 5-6 ได้แยกออกเป็น 2 ก๊ก 2 เหล่าคือ วิสิโกธ กับ ออสโทรโกธ โดยแบ่งดินแดนกันปกครองบนอาณาจักรโรมันที่อำนาจได้ตกทอดมาสู่มือพวกโกธคือบนคาบสมุทรไอบีเรียนทั้งหมด ซึ่ง วิสิโกธนั้นปกครองทางฝรั่งเศสและสเปน ส่วนออสโทรโกธปกครองแถบอิตาลี 

    เมื่อแบ่งจัดสรรสมบัติกันลงตัวแล้ว ทีนี้ก็มาถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้มี วัฒนธรรมสไตล์โกธิคกันในปัจจุบันกันนั่นก็คือ ศาสนาคริสต์นั่นเอง

         สำหรับบันทึกทางประวัติศาสตร์ยุคแรกๆของชาวโกธนั้นมีชื่อเรียกว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” [Jordanes Getica ถ้าอ่านผิดก็ขออภัยด้วยนะ] เป็นข้อความที่ค่อนข้างกระชับรัดกุมมีจำนวนทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งเขียนขึ้นในอิตาลี โดย คาสสิโอโดรัส [Cassiodorus] นักเขียน ข้าราชสำนัก และ นักบวช ในราชสำนักของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราช [Theodoric the Great] กษัตริย์ของออสโทรโกธ (ยังจำได้อยู่รึเปล่า) เริ่มเขียนในปี คริสต์ศักราช 530 เป็นเวลา 4 ปีหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าธีโอดอริคและ เสร็จสิ้นในปี 551

    ศาสนาคริสต์ถูกนำเข้าสู่พวกโกธิคโดยนักโทษชาวโรมัน อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมาตั้งแต่เก่าก่อนหรือว่าอาจจะเป็นเชลยศึกก็เป็นได้ เพราะในสมัยนั้นเราก็สามารถคิดได้สองแบบ แล้วศาสนาคริสต์ก็แพร่หลายไปได้รวดเร็วพอซะด้วยสิ พอที่จะทำให้กษัตริย์ของชาวโกธของสายเตอร์วิงกี [Thervingi] หลายๆพระองค์และผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจ จึงสั่งประหารผู้ใดก็แล้วแต่ที่นับถือศาสนาคริสต์ จนชาวคริสต์ที่เป็นชาวเตอร์วิงกีอพยพลี้ภัยนี้ไปยังโมเอเชีย ซึ่งนำโดยผู้ที่แปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาโกธิคก็คือ วัลฟิลา [Wulfila] หรือท่านอัลฟิลาส [Ulfilas] บิชอปคนแรกของชาวโกธนั่นเอง

                                                   [ท่านบิชอปอัลฟิลาส หรือ วัลฟิลา]

                                 [พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช ศิลปะแบบไบแซนไทน์]

    นักประวัติศาสตร์หลายๆคน อาทิ ปีเตอร์ ฮีเธอร์ และ มิคาอิล คูลิโคสกี กล่าวว่า บันทึกที่ชื่อว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” นี้นำเสนอเรื่องราวของพระเจ้าธีโอดอริค ราชวงศ์ของพระองค์ และ ประวัติศาสตร์ของชาวโกธไปในแนวทางที่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อการโฆษณาซะมากกว่า

    ส่วนแหล่งที่มาหลักอื่นๆของประวัติศาสตร์ของชาวโกธในที่ค้นพบหลังๆนั้น ประกอบไปด้วยหนังสือที่ชื่อว่า Ammianus Marcellinus' Historiae กล่าวถึงการรวมกลุ่ม “แบบเฉพาะกิจ” ของชาวโกธในสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง จักรพรรดิโปรโคปิอุส [Procopius] และวาเลนส์ [Valens] ในราวๆปี ค.ศ.365 และเล่าถึงการอพยพลี้ภัยและการก่อกบฏของชาวโกธในราวๆปี ค.ศ.376-382 และตามมาด้วยหนังสือ Procopius' de Bello Gothico ซึ่งเล่าถึงสงครามของโกธิคในราวๆปี ค.ศ. 535-552

    [แม่น้ำดานูบ]

    จากการอ้างอิงจาก จอร์ดาเนส เจติกา คาสสิโอโดรัสกล่าวว่า ชาวโกธนั้นมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่แถบสแกนดิเนเวีย จากบันทึกมีการกล่าวบรรยายถึงลักษณะภูมิประเทศและเอ่ยถึงชื่อดินแดนด้วยว่าชื่อ กอธแลนด์ [Gotland] ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น G?taland ซึ่งเป็นจังหวัดจังหวัดหนึ่งของประเทศสวีเดนในปัจจุบัน ส่วนการแตกเป็นก๊กเป็นหมู่ของโกธนั้นกล่าวไว้ว่า พวกกูตาร์ [Gutar] แยกออกมาก่อน โดยพวกนี้ได้ทำการอพยพร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของริมฝั่งแม่น้ำวิสตูลาในช่วงศตวรรษที่ 3 และทำการลงหลักปักฐานในแคว้นซิธเธียนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ยังจำได้นะ) ซึ่งพวกเขาเรียกที่แห่งนี้ว่า “โอเอียม” [Oium] ซึ่งแปลได้ว่า ดินแดนแห่งสายน้ำ 

    สำหรับการเข้ารีตเป็นชาวคริสเตียนของสายเตอร์วิงกีและเกรอตังกีนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 4 โดยการชักจูงของชาวอาณาจักรไบแซนไทน์ที่เข้ามาทำการค้าการขายกันในตอนนั้นและจากสัญญาทางการทหารที่มีกับอาณาจักรไบแซนไทน์ด้วย ซึ่งในตอนนี้เองชาวโกธผู้น่ารักของเราก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มทำตัวเป็นสุภาพชนผู้มีวัฒนธรรมมากขึ้น

    ต่อมา อาณาจักรฮันนิค [Hunnic] หรือ ฮั่นนั่นเอง เริ่มแผ่ขยายอำนาจมายังอาณาจักรของชาวออสโทรโกธหรือสายเตอร์วิงกีนั่นละ (โถๆๆกว่าจะออกมาในบันทึกนี้) ในช่วงทศวรรษที่ 370

    ชาวโกธเองก็เป็นอีกชนกลุ่มหนึ่งที่รักอิสรเสรีภาพของตัวเอง จากภายใต้การกดดันของชาวฮั่น กษัตริย์ของพวกออสโทรโกธ หรือ เตอร์วิงกี นามว่า ฟริทิเจิร์น [Fritigern] ก็ได้ทำการเจรจาขอความช่วยเหลือจากวาเลนส์จักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์นั่นละ ว่าขออนุญาตอพยพไปอยู่ยังดินแดนชายฝั่งแม่น้ำดานูบทางตอนใต้กับชาวท้องถิ่นของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้หรือไม่ ซึ่งวาเลนส์เองก็อนุญาต แต่แม้ว่าการอพยพไปยังป้อมปราการแห่งดูรอสโทรัม [Durostorum] จะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ว่าก็ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงตามมาในภายหลังซึ่งเกิดจากการปะทุของสงครามโกธิค [The Gothic War] ในปี 376-382 โดยในคราวนี้เองวาเลนส์ก็ได้สิ้นชีพในการปะทะที่ เอเดรียโนเปิล [Battle of Adrianople]

    ทางด้านวิสิโกธภายใต้การนำของพระเจ้าอลาริคที่ 1 [Alaric I] ซึ่งทางนี้ได้อพยพเข้ามายังเมืองหลวงใหม่ของโรมที่ย้ายมาจากที่เก่าในปี 410 ซึ่งมีชื่อว่าเมืองราเวนนา [Ravenna] โดยภายใต้การนำของจักรพรรดิโฮโนริอุส [Honorius] ซึ่งต่อมาชาวเผ่าแวนดัล [Vandal] ได้รุกรานเข้ามาในบริเวณที่ตั้งของแคว้นอากีแตน [Aquitaine] ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกวิสิโกธในขณะนั้น ดังนั้นชาววิสิโกธก็เลยทำการต่อสู้จนได้รับชัยชนะทำให้จักรพรรดิโฮโนริอุสออนุญาตให้พวกเขาปกครองตนเองอย่างถาวรในแคว้นอากีแตนซึ่งเป็นผลทำให้พวกเขาปกครองแผ่ขยายอำนาจไปจนเกือบจะทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรียซึ่งแน่นอนว่ารวมสเปนด้วยในปี 475

    กลับมาที่ออสโทรโกธกันบ้าง ในระหว่างนั้นเองพวกเขาก็เป็นอิสระจากการปกครองของชาวฮั่นแล้ว (เย้~ดีใจๆ) ซึ่งเป็นผลมาจากการปะทะกันในชื่อว่า Battle of Nedao ในปี 454 โดยพระราชโองการของจักรพรรดิซีโน [Zeno] หรือพูดง่ายๆว่าจักรพรรดิซีโนเป็นผู้ประกาศให้ชาวออสโทรโกธเป็นไทนั่นเอง

    ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 6 ชาวโกธทั้งสองกลับมารวมตัวเฉพาะกิจอีกครั้งภายใต้มหาเศวตฉัตรเดียวกันโดยการปกครองของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชซึ่งสามารถพิชิตอิตาลีทั้งหมดได้ในปี 488 และจากนั้นพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชก็ทรงปราบดาภิเษกขึ้นสำเร็จราชการและสถาปนาอาณาจักรวิสิโกธิค [Visigothic Kingdom] ขึ้นมาหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอลาริคที่ 2 ในปี 507
    คราวนี้มาถึงคำอ้างอิงจากหนังสือที่ชื่อว่า Procopius บ้างดีกว่า ซึ่งในเล่มนี้ก็เล่าถึงเรื่องราวในช่วงนี้เหมือนกัน โดยเขียนอธิบายความหมายของชื่อทั้งสองก๊กไว้ก่อนอันได้แก่ วิสิโกธ [Visigoth] นั้น แปลว่าชาวโกธแห่งตะวันตก และ ออสโทรโกธ [Ostrogoth] ซึ่งเป็นการอธิบายที่ลงตัวอย่างเหมาะเจาะกับข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปถึงเรื่องการแบ่งเขตการปกครองของชาวโกธทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้

    สำหรับราชอาณาจักรของชาวออสโทรโกธนั้นมั่นคงยืนยาวมาจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 553 ภายใต้การนำของพระเจ้า Teia อาณาจักรอิตาลีที่เคยถูกรวบอำนาจในการปกครองเมื่อครั้งกระโน้น ก็กลับไปเป็นของอาณาจักรไบแซนไทน์อีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งถูกพิชิตโดยพวกแลงโกบาร์ดซึ่งเป็นอีกเผ่าหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของอิตาลี ในปี 568 และราชอาณาจักรของพวกวิสิโกธนี้เองที่อยู่ยืนยาวที่สุดไม่ถูกกลืนหายไปกับเผ่าใด แต่จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 711 ชาววิสิโกธภายใต้การนำของร็อดเดอริค [Roderic] ที่เป็นผู้นำแต่ไม่ใช่กษัตริย์เพราะช่วงนั้นชาวโกธไม่มีกษัตริย์ปกครอง ซึ่งได้ปักหลักกันอยู่บริเวณแคว้นอากีแตน [Aquitaine]นั้นได้ถูกขับไล่ออกไปจากฝรั่งเศสโดยต้องถอยร่นไปยังประเทศสเปนในปัจจุบันอย่างเต็มตัว (อ้างอิงจาก สเปน หน้าต่างสู่โลกกว้างหน้า 28 และ วรรณกรรมเรื่อง The Templar Legacy หรือตำนานลับขุมทรัพย์เทมปลาร์บทที่ 16 หน้า 113 หาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไปค่ะ แต่อย่าไปยืนอ่านฟรีจนน่าเกลียดนะ) จนในที่สุดในปีค.ศ. 714 สเปนได้ถูกรุกรานจากชาวมุสลิมทางแอฟริกาเหนือ (อ้างอิงจาก ยุโรป หน้าต่างสู่โลกกว้าง หน้า 34) ชาววิสิโกธที่ตั้งรกรากกันอยู่ที่นั่นจึงต้องยอมจำนนอย่างช่วยไม่ได้ และที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คือการถูกกลืนหายไปของชาวโกธทั้งสองเผ่าพันธุ์นั่นเอง

                                                        [แคว้นอากีแตนคือบริเวณสีม่วงๆ]

    แต่สำหรับชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้ที่อยู่ในสวีเดนนั้นถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียว เพราะว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นชาติสวีเดนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่กว่าที่ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวสวีเดนนั้นสืบสายโลหิตมาจากชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้นี้จะได้รับการยอมรับนั้นก็ปาไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว

    ส่วนชาวโกธอีกทั้งสองของเรานั้นก็กลายเป็นต้นตระกูลของชนชั้นสูงชาวสเปน (วิสิโกธ) และชาวยุโรปในแถบอิตาลีและบริเวณใกล้เคียงนั้นตราบจนถึงทุกวันนี้ (ออสโทรโกธ)

       จริงๆแล้วเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้นั้นยาวและละเอียดกว่านี้ เพราะว่าชาวโกธนั้นมีบทบาทมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ของช่วงต้นยุคกลาง หากจะนำมาเล่าให้ละเอียดตามเท่าที่หาได้นั้นคงจะกินเวลานานมากในการเล่าดังนั้นการรู้จักพวกเขาพอสังเขปเพียงเท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้วนะคะกับการที่เราจะต้องไปรู้จักลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่ลักษณะวัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกายของชาว ‘โกธิค’ ในปัจจุบัน

    สุดท้ายมาปิดท้ายกันด้วยภาพของอาวีญง อีกแคว้นที่ชาววิสิโกธเคยเข้าไปตั้งถิ่นฐานกันดีกว่า

    [พระราชวังพระสันตะปะปา ในสมัยที่ย้ายศาสนจักรมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค]

    อ้างอิงบางส่วนจาก
    1. http://www.wikipedia.org

    2. http://www.newadvent.org/cathen/index.html

    3. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี