Blood Diary's profileBlood DiaryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    บันทึกของรัฐบาลยูโกสลาเวีย

           ชาวโลกได้รู้จักกับความร้ายกาจและอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวในอาณาจักรความสยดสยองของผีดูดเลือดหรืออมนุษย์ผู้ไม่มีวันตาย และพยายามจะสร้างอาณาจักรผีดิบคือ "เคาน์แดร็คคิวลา" เรื่องราวของผีดิบดูดเลือดออกอาละวาดดูดเลือดจากลำคอของเหยื่อที่เป็นสตรี เพื่อต่อชีวิตตัวเอง และถ่ายทอดพันธุกรรมทางเลือด ให้เหยื่อกลายเป็นผีดิบดูดเลือดตามไปนั้น เป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานการบันทึกไว้จากรัฐบาลของ ยูโกสลาเวียที่ยังเก็บรักษาไว้ที่กรุงเบลเกรดจนปัจจุบัน จาเรื่องราวอันเป็นความเชื่อถือของชาวคาเพเธียน อันอยู่ในดินแดนแห่งความเร้นลับด้วยมนต์ดำและคาวเลือด..

    ความเชื่อของชาวยุโรปตะวันออก เรื่องผีดูดเลือดหรืออมนุษย์

    1. ผีดิบจะมีชีวิตเมื่อลำแสงอาทิตย์สุดท้ายลับหายไปจากโลกนั่นหมายถึงความมืดแห่งรัตติกาลเข้าปกคลุมโลกนั่นเอง..
    2. ผีดิบจะซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดิน อันอับทึบปราศจากแสงแดดหรือในโลงศพอันปิดมิดชิดในตอนกลางวันเพราะแสงแดดเป็นอันตรายต่อร่างกายของมัน..
    3. ผีดิบคือร่างที่ไร้วิญญาณของผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตและเลือดเนื้อเหมือนคนธรรมดา แต่เมื่อความตายมาถึงแล้วกลับไม่ตาย แม้ร่างกายจะหยุดทำงานทุกระบบ แต่กลับมีชีวิตอยู่ในตอนกลางคืนด้วยเลือดสดๆ จากเหยื่อที่มันดูดออกมาเป็นอาหาร..
    4. เมื่อเหยื่อถูกดูดเลือดแล้ว เชื้อผีดิบจะผ่านไปทางนํ้าลายของผีดูดเลือดเข้าไปในร่างกายของเหยื่อ ทำให้เหยื่อเกิดเป็นผีดิบดูดเลือดออกอาละวาด ดูดเลือดเหยื่อต่อไปเป็นโรคระบาด หากไม่มีการปราบปรามก็จะขยายกว้างออกไปอย่างไม่จำกัด..
    5. ผีดิบดูดเลือดในตอนกลางคืนก็จะเหมือนคนธรรมดาสังเกตไม่ได้เลยว่าเป็นผีดิบดูดเลือด นอกจากจะจับชีพจรหรือสังเกตลมหายใจที่ไม่เหมือนกับคนธรรมดา..
    6. ผีดิบดูดเลือดจะไม่ปรากฎเงา ไม่ว่าจะในกระจกหรือในนํ้า และจะเกลียดกระจกเป็นที่สุด เพราะเป็นจุดอ่อนที่จะเผยตัวเองว่าเป็นผีดิบ..
    7. ผีดิบกลัวสัญลักษณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า และพระบุตรคือไม้กางเขน เกลียดกลิ่นกระเทียมสดและผวากับกระเทียมแห้งที่มัดรวมกันเป็นพวง..
    8. การจะกำจัดผีดิบดูดเลือดต้องกระทำในเวลากลางวันเท่านั้น โดยการค้นหาให้พบที่ซ่อนของผีดูดเลือด แล้วนำร่างออกมากลางแดด แดดจะทำลายร่างกายให้กลายเป็นผงธุลีหายไปจากโลกนี้..
    9. หากไม่สามารถจะนำร่างของผีดิบดูดเลือดออกมาได้ ให้ทำลายด้วยการนำไม้เสี้ยมให้แหลม ตอกลงไป
      ให้ทะลุหัวใจและเอามีดคมๆ ตัดศรีษะให้ขาดออกจากหัวเพื่อป้องกันการกับมาเข้าร่างอีก..


           ในบันทึกของรัฐบาลยูโกสลาเวียนั้นได้บันทึกไว้ว่า มีใบร้องเรียนมายังกรุงเบลเกรด ให้จัดส่งคณะกรรมการไปจัดการกับผีดิบดูดเลือดที่ออกอาละวาดอยู่ในหมู่บ้านในเขตป่าดำ ( ป่าดำ อยู่ในแถบเทือกเขาสูง ในโรมาเนีย มัยฃนซุกซุมไปด้วยหมาป่าและสัตว์ร้าย ) ทางรัฐบาลตอบรับโดยจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้น เมื่อไปถึงก็ได้นำเอาผู้ที่ร้องเรียนมาสอบปากคำได้การว่า ผีดิบที่อาละวาดเป็นชาวบ้านธรรมดา ได้ถึงแก่กรรมลงไปโดยสาเหตุธรรมดา ศพถูกนำไปฝังแต่แล้วก็มีคนพบว่าเขาออกเดินเพ่นพ่านในตอนกลางคืน เขาดูดเลือดหลานชายและหลานสาวไปสามคน และยังได้ดูดเลือดพี่ชายของเขาแท้ๆ เป็นศพที่สี่..เหยื่อรายที่ห้าคือหลานสาวคนเล็กของเขา แต่เด็กโชคดีที่ผู้ไปพบและขัดขวางเสียก่อน ผีดิบรายนั้นจึงหลบหายไป ชาวบ้านไม่กล้าจะออกล่า ได้แต่ระมัดระวังตัวเองและครอบครัว และได้ร้องเรียนมายังกรุงเบลเกรด เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่มาปราบปราม จากนั้นคณะกรรมการก็ได้ให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นำทางไปยังหลุมฝังศพของชายผู้นั้นในตอนกลางคืน ชาวบ้านถือคบไฟนำทหารไปเป็นพรวน เมื่อไปถึงป่าช้าที่ฝังศพแล้วก็ขุดเอาโลงศพขึ้นมา...  ปรากฎว่าดินที่ฝังศพนั้นมีลักษณะอ่อนนุ่ม และไม่แน่นหนาคล้ายกับว่าได้มีการขุดขึ้นมาแล้วของศพ แล้วก็กลับลงไป ในที่สุดโลงศพก็ถูกยกขึ้นมาจากหลุม เจ้าหน้าที่จึงกรูกันเข้าไปเปิดฝาโลง ศพที่นอนอยู่ภายในน่าจะขึ้นอืดหรือเน่าเปื่อยกลับมีสภาพเหมือนคนทั่วไปกำลังนอนหลับ มีเลือดฝาด ทั้งที่ชาวบ้านยืนยันว่าเขาตายมาแล้วสามปีแล้วไม่มีลมหายใจ แต่ที่ทำให้ทุกคนขนลุกเกลียวคือ หัวใจของเขายังเต้นอยู่เป็นปกติ หลังจากนั้นได้ทำการชันสูตรพลิกศพและทำการบันทึก แล้วนำเอาไม้ปลายแหลมมาจ่อที่ตรงทรวงอกด้านซ้ายตรงกับหัวใจ...ศพนั้นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งเพชฌฆาตทำหน้าที่นำเอาค้อนไม้ อัดลงไปบนด้ามไม้ปลายแหลมทำให้ไม้ทิ่มทะลวงลงไปจนมิด เสียงร้องดังกึกก้องขึ้นจากปากของผีดิบดูดเลือด ของเหลวสีขาวข้นเหมือนครีมทะลักออกมาก่อนตามด้วยเลือดสดๆ สีแดงฉาน ศรีษะศพถูกตัดออกจากตัว ร่างที่ไร้วิญญาณก็ตายลงอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ขยายหลุมให้กว้างขึ้น แล้วนำปูนขาวโรยเพื่อป้องกันเชื้อโรค และนำศพลงไปฝังอีกครั้ง...ทั้งหมดนี้ คือการบันทึกของรัฐบาลยูโกสลาเวีย

    -------------------------------------------------
    ประกาศเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2552

    ที่มา
    คุณ nasa

    ตำนาน Vampire กับ Rabies virus เกี่ยวกันยังไง

    Rabies virus นั้นเป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA แต่เป็น minus stranded จัดอยู่ใน order Mononegavirales (Family Rhabdovirus ) มีไวรัสที่ร้ายแรงหลายชนิดคับที่จัดอยู่ใน order นี้ ยกตัวอย่างเช่น Ebola virus อันนี้ทุกคนคงรู้จักดีใช่ไหมครับ Ebola ทำให้เกิด haemorrhage (เลือดออกตามทวารต่างๆ ของร่างกาย) และเป็นอันตรายถึงตายอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์พึ่งค้นพบได้ไม่นานคับว่า พาหะของ Ebola virus ก็คือ ค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ระบาด และคนในท้องถิ่นของแอฟริกา นิยมกินค้างคาวเป็นอาหาร นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไวรัสสามารถ infect เข้ามาในคน และเนื่องจากคนไม่ใช่พาหะ คือไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ well adapted สำหรับ Ebola ดังนั้น เมื่อไวรัสข้ามมายังคน ก็ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างรวดเร็ว (การข้ามจากสัตว์มาสู่คน เราเรียกว่า zoonosis)

    มีทฤษฏีว่าตำนานแวมไพร์ผีดูดเลือด อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากผู้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า ตำนานแวมไพร์นั้นถือกำเนิดในยุโรปตะวันออก ซึ่งเป้นที่ที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าครั้งใหญ่ในปี 1720 โรคพิษสุนัขบ้า ติดต่อกันผ่านทางการ"กัด" ซึ่งตรงกับตำนานแวมไพร์ที่เมื่อแวมไพรกัดเหยื่อ เหยื่อที่โดนกัดก็จะเป็นแวมไพร์ไปด้วยหนำซ้ำผู้ติดเชื้อจะมีพฤติกรรมผิดปกติ อย่างเช่นคนไข้รายนึงซึ่งมีอาการ"wandering lunatic" พาหะของไวรัสพิษสุนัขบ้านี้ก็คือสุนัข หมาป่า และค้างคาว ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในตำนานแวมไพร์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาป่า ตำนานว่ามนุษย์หมาป่านั้นเกิดจากคนที่ถูกหมาป่าปีศาจกัด) ไวรัสพิษสุนัขบ้านั้นส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ควบคุมความก้าวร้าวและทางเพศ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอารมณ์ก้าวร้าวและมีอารมณ์ทางเพศรุนแรง หนำซ้ำยังส่งผลต่อสมองส่วน"ไฮโปทาลามัส"ซึ่งควบคุมการนอนหลับ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีปัญหาเรื่องการนอน และมักจะตื่นขึ้นมากลางดึก
    คนไข้บางคนมีพฤติกรรมเกลียดแสงจ้าๆ เช่นกระจกเงา ของที่สะท้อนแสง รวมถึงแสงแดดแรงๆ เกลียดกลิ่นแรงๆ เช่นกลิ่นกระเทียม(ซึ่งตามตำนานก็เป็นสิ่งที่แวมไพร์เกลียดเช่นกัน) คนไข้บางรายอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากผู้ติดเชื้อจะกลัวน้ำ(ตามตำนาน แวมไพร์ก็ไม่ชอบน้ำเช่นกัน) ทำให้ไม่อาจกลืนน้ำลายได้ ส่งผลให้ลำคออักเสบมีเลือด และเลือดไหลออกมาทางมุมปากดูน่ากลัวเหมือนแวมไพร์เข้าไปใหญ่ ในตำนาน แวมไพร์จะทำให้คนอื่นกลายเป้นแวมไพร์ด้วยการกัด ข่วน หรือร่วมรัก ซึ่งตรงกับการติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า ที่ติดต่อผ่านทางการ กัด ข่วน หรือการร่วมรักเช่นเดียวกัน หนำซ้ำ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการกล้ามเนื้อใบหน้าเกร็ง ทำให้ริมฝีปากแสยะออกจนเห็นเขี้ยวชัดเจน เหมือนเขี้ยวแวมไพร์ไม่มีผิด คุณหมอผู้เสนอทฤษฏีนี้ได้ทำการหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าในยุโรปตะวันออกในสมัยก่อน จากการตรวจสอบบันทึกโบราณหลายเล่ม เขาพบบันทึกหลายฉบับที่เขียนถึงอาการของสุนัขและสัตว์อื่นๆที่ตรงกับอาการของพิษสุนัขบ้า ซึ่งพบในบันทึกปี 1720 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับมีบันทึกการพบเห็น"แวมไพร์" อนึ่ง คุณหมอท่านนี้เดิมไม่เคยสนใจเรื่องแวมไพร์มาก่อน แต่หลังจากได้ดูหนังเกี่ยวกับแวมไพร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งสะกิดใจว่าแวมไพร์ในเรื่องมีอาการคล้ายกับคนไข้พิษสุนัขบ้าที่ตนดูแลอยู่ จึงปิ๊งทฤษฏีนี้ขึ้นมา

    เครดิต

    http://www.personalmd.com/news/a1998092105.shtml

    เปิดตำนานแวมไพร์

    จุดเริ่มแรกของแวมไพร์ขนานแท้และดั้งเดิม เกิดขึ้นเมื่อกว่าหกพันปีก่อนในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอิรัก
    สี่พันปีก่อนคริสตกาล ดินแดนนั้นคือ เมสโสโปเตเมีย ที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส แหล่งอารยธรรมโบราณยุคแรกเริ่ม ตำนานต่างๆ ก่อเกิดขึ้นที่นี่ และแพร่กระจายออกสู่โลกภายนอก นำมาซึ่งมหากาพย์, ตำนาน, เทพนิยาย, กฎหมาย, การเริ่มมีอักขระ, พยัญชนะ, การเขียนหนังสือ, ความก้าวหน้าทางเกษตรกรรม, คณิตศาสตร์, เรขาคณิต, การถลุงโลหะ...และความเชื่อในเรื่องผีดิบ!


    ชนชาติแรกที่มาตั้งอาณาจักรในดินแดนนี้คือ พวกสูเมอร์ และวัฒนธรรมของชาวสุเมเรียนก็รุ่งโรจน์เหลือเกิน พวกเขาค้นพบระบบคณิตศาสตร์ ใช้เลขฐาน 60 และสามารถใช้คณิตศาสตร์สร้างรูปสามมิติ สร้างปราสาทราชวังอลังการ คณิตศาสตร์และเรขาคณิตทำให้คนเรามีความคิดเป็นระบบ ระเบียบ ซึ่งแสดงว่าชาวสุเมเรียนเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีเหตุผล ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานว่าคนพวกนี้กลัวผีขนาดหนักด้วย สิ่งที่พิสูจน์ว่าชาวสุเมเรียนชื่อเรื่องผีและกลัวผีขึ้นสมองก็คือ พวกเขามีคาถากันผีเป็นมาตรการป้องกันเพทภัย ภิกษุและภิกขุณีของสุเมเรียนต้องเรียนรู้และฝึกฝนวิชาปราบผีดิบ ทั้งผีดูดเลือดและภูตผีปีศาจทั้งหลายแหล่ เพราะชาวบ้านเดือดร้อนเหลือเกิน ต้องการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำนองเดียวกับสมัยนี้ต้องมีตำรวจไว้ปราบผู้ร้ายนั่นแหละครับ
    ผีของชาวสุเมเรียนมีหลายประเภท ซึ่งได้แก่ อิ๊กอิมมู, อูรุกู, ลิลิธ และภูตร้ายเจ็ดตน! อิ๊กอิมมู เป็นผีที่คนไทยเรียกว่า ผีตายโหง คือตายอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ, ถูกฆ่า, หรือฆ่าตัวตาย รวมความว่าตายอย่างสยดสยองน่ากลัว ศพถูกทิ้งหรือซ่อนไว้ ไม่ให้ทำพิธีศพอย่างถูกต้องตามประเพณี วิญญาณเลยอาฆาตพยาบาท ชอบเข้าสิงคนอ่อนแอ ให้ญาติๆ ต้องทำพิธีไล่ผีกันบ่อยๆ อูรูกู เป็นผีที่เรารู้ว่ามันมีอยู่เพราะได้หลักฐานจากศิลาจารึก อักษรลิ่ม หรืออักษรคูนิฟอร์ม สลักว่า "อูรูกู เป็นแวมไพร์ซึ่งจู่โจมทำร้ายมนุษย์" โปรดสังเกต ชาวสุเมเรียนใช้คำว่า "แวมไพร์" เป็นครั้งแรกของโลกก็ตรงนี้เอง!


    ผีลิลิธ เป็นผีสาว ชาวสุเมเรียน เรียกว่า "หญิงสาวแห่งความมืด" เธอจะมาลักหลับพวกผู้ชาย ดูดพลังจากพวกหนุ่มๆ ในยามราตรี ได้ข่าวว่าเธอเซ็กซ์จัดจริงๆ เอ้า!
    ส่วนภูตร้ายเจ็ดตนเป็นผีที่ชาวสุเมเรียนกลัวที่สุด จนต้องแต่งคาถาไล่ผีเป็นบทสวดไว้ว่า "ผีร้ายที่ไม่รู้จักละอาย มันมีกันอยู่เจ็ดตน! มันไม่แคร์ใคร ไม่รู้จักความเมตตาปรานี มันคอยทำลายมนุษยชาติ มันทำให้มนุษย์เลือดสาดเหมือนสายฝน มันสวาปามเนื้อสดๆ ของคน และดูดเลือดจากเส้นโลหิต ในที่ซึ่งมีรูปเคารพของปวงเทพมันจะสั่นสะท้าน มันเป็นผีที่โหดเหี้ยม ดื่มกลืนเลือดไม่รู้อิ่ม! มาเถิดเรามา...มาทำพิธีปลุกพลังเพื่อหยุดยั้งมันกันเถอะ มันจะได้ไม่กลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีก!" คาถาเขียนไว้แบบนี้จริงๆ ครับ บอกไว้โต้งๆ เลยว่ามันเป็นผีดูดเลือด และกลัวเทพเจ้า สถานที่ใดมีรูปปั้น รูปสลัก แท่นบูชาเทพเจ้าล่ะก็มันจะไม่กล้าเข้าไป
    เชื่อกันมาจนทุกวันนี้ว่า แวมไพร์ไม่กล้าเข้าใกล้โบสถ์!


    เราพูดถึงกำเนิดแวมไพร์ว่ามีจุดเริ่มแรกในดินแดนเมโสโปเตเมีย แหล่งอารยธรรมโบราณ ที่ปัจจุบันคือประเทศอิรัก ซึ่งเมื่อ 6,000 ปีก่อนนั้น มนุษย์พวกแรกที่ไปสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่คือชาวสุเมเรียน ชาวเผ่าที่ปราดเปรื่องแต่กลัวผีขนาดหนักและพวกเขาได้สลักอักษรลิ่ม หรืออักษร "คูนิฟอร์ม" ลงแผ่นศิลาจารึกเป็นคาถาไล่ผี มีคำว่า "แวมไพร์" ปรากฏอยู่ด้วย
    ในขณะนั้นเอง ไกลออกไป 1,500 ไมล์ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียปัจจุบัน ก็มีแหล่งอารยธรรมสูงส่งเกิดใหม่เกือบพร้อมกัน บริเวณนั้นเราเรียกว่า ที่ราบลุ่มแม่น้ำอินดัส
    แม้จะดูเหมือนว่าอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เกิดก่อนอารยธรรมอินดัสราว 200-300 ปี แต่ก็มีหลักฐานว่าทั้งสองแหล่งนี้มีการติดต่อถึงกันได้ และแน่นอนที่สุดความเชื่อเรื่องแวมไพร์ก็แพร่หลายถึงกันด้วย


    อันที่จริงชาวอินดัสมีตำนานผีดูดเลือดของตนเองมานานแล้ว เพราะดูจากแนวความเชื่อในลัทธิศาสนา ชาวอินดัสมีเทพเจ้าที่ดื่มเลือดสดๆ ของมนุษย์ปรากฏเป็นหลักฐานรูปวาดและรูปสลัก เป็นรูปน่าเกลียดน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตสยดสยอง มีใบหน้าเขียวอื๋อ แยกเขี้ยวแหลมยาวคมกริบ
    เชื่อกันว่าสิ่งนี้คือเทพแวมไพร์ตนแรกของโลก! ความเชื่อนี้ขยายไปสู่ดินแดนใกล้เคียง อย่างเช่น เทพเนปาลิส ลอร์ดออฟเดธ มีเขี้ยวแหลม ถือหัวกะโหลกที่มีเลือดสดๆ เต็มเปี่ยม ประทับยืนอยู่บนกองกะโหลกมนุษย์ เทพองค์ต่อมาที่มีลักษณะเป็นแวมไพร์คือ เทพแห่งมรณะของทิเบต ลักษณะคล้ายเทพของดินดัส คือ พักตร์เขียว เขี้ยวยาว ดื่มเลือดมนุษย์เป็นกระยาหาร
    เทพที่ทันสมัยขึ้นมาคือ "กาลี" เทวีของพวกลัทธิทักกี-ลัทธิกระหายเลือดที่แฝงตัวอยู่ในสังคมของอินเดีย หลอกจับนักเดินทางไปฆ่าเอาเลือดบูชายัญ ไม่เลือดเด็กเลือกแก่ อังกฤษพยายามปราบปรามแต่ไม่สำเร็จ


    ในทิเบตยังมีตำนานแวมไพร์ 58 ตนที่ดุร้าย และออกตามล่ากินเหยื่อ ขณะที่อินเดียมีผีดูดเลือดที่เรียกกันว่า "เวตาล"
    สำหรับดินแดนของจีนก็มีแวมไพร์ที่เรียกว่า ผีเซียงซี เป็นผีตายโหงที่วิญญาณไม่สงบสุข อาฆาตพยาบาท ออกหากินตอนกลางคืน จับเหยื่อกินสดๆ มันกลัวกระเทียมเหมือนแดร็กคูล่าและผีดูดเลือดทั่วๆ ไป


    ความเชื่อจากจีนแพร่ต่อมายังญี่ปุ่น ซึ่งมีผีดูดเลือดตามสไตล์ตัวเอง ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ "กัปปะ" เป็นผีที่อยู่ในน้ำ ชอบดึงเหยื่อลงไปดูดเลือดกิน
    ในทวีปออสเตรเลียนั้น ชนเผ่าอะบอริจิ้นเชื่อเรื่องผีดิบดูดเลือด "ยารา-มา-ยฮา-ฮู" ตัวเตี้ยสั้น อาศัยตามต้นฟิก ชอบโจนลงมาจากต้นไม้ตะปบดูดเลือดคน
    สปีชี่ส์พิเศษสุดของแวมไพร์ ต้องมาดูในแอฟริกา เราเรียกมันว่า "โอบายิโฟ" ซึ่งไม่ใช่ผีของคนตาย แต่เป็นผีแม่มด ลักษณะกึ่งปีศาจ สามารถถอดกายออกจากร่างเพื่อล่าเหยื่อ เหมือนกระสือของไทยเรา และเลือดที่มันแอบดูดจากคนนอนหลับก็ไม่ใช่อาหาร แต่เป็นยาบำรุงพลังอำนาจ เพราะเลือดมนุษย์หมายถึงพลังชีวิต
    นักเขียนนวนิยายหรือภาพยนตร์ชอบใช้ แอฟริกา-อียิปต์เป็นต้นกำเนิดแวมไพร์ ตัวอย่างที่โด่งดังคือเรื่อง "ควีน ออฟ แดมด์" ของ แอนน์ ไรซ์ ซึ่งเป็นเรื่องนางพญาที่เป็นแม่มดแวมไพร์ มีพลังอำนาจแรงกล้า


    ตำนานจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ไม่มีที่ใดในโลกนี้เหมาะจะเป็นบ้านของแวมไพร์เท่ากับในยุโรป ที่ซึ่งมีผีดูดเลือดเกลื่อนกล่นไปหมด จนดูไม่ออกว่าเมืองไหนกันแน่ที่เป็นจุดกำเนิดของแวมไพร์ฝรั่ง แต่สันนิษฐานว่าจะเป็นที่กรีซ-แหล่งอารยธรรมโบราณที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป มหากาพย์ของกรีซมีเรื่องราวอภินิหาร มหัศจรรย์ มากมาย หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องแวมไพร์ที่เก่าแก่ นางคือ "ลาเมีย" ราชินีแห่งลิเบีย ที่ทรงสิริโสมงดงามจนเทพซุสแอบหนีเฮร่า ราชินีแห่งสวรรค์ลงมาร่วมอภิรมย์กับนาง มีโอรสธิดาหลายองค์ พอมเหสีขี้หึงเฮร่ารู้เข้าเท่านั้นแหละ เฮร่าก็พรากลูกๆ ของลาเมียไปจากนาง...ฝ่ายลาเมียก็เจ็บแค้นแสนสาหัส และสาบานจะแก้แค้นโดยมาลงเอากับมนุษย์เรานี่แหละ นางตระเวนดูดกินเลือดลูกๆ ของมนุษย์ทั่วโลก และในที่สุด ราชินีลาเมียแสนงามก็กลายสภาพเป็นงูร้ายมีเกล็ด!

    ผีดูดเลือดของกรีซยังมีอีกประเภท ที่เรียกว่า "วไรโคลากัส" มันชอบเรียกชื่อคนยามวิกาล หากใครขานรับ หรือเปิดประตูดูว่าใครมาเรียก มีหวังโดนมันดูดเลือด กลายเป็นแวมไพร์ไปกับมันด้วย วิธีฆ่าผีดูดเลือด วไรโคลากัส ก็คือวิธีที่เราเห็นในหนังฝรั่งทั่วไป ด้วยการเอาลิ่มไม้ตอกหัวใจ ตัดหัว แล้วเอาหัวมันวางไว้ตรงปลายเท้าที่มันนอน เท่านี้ผีก็เอื้อมไม่ถึง...ไม่สามารถหยิบหัวมาต่อกับร่างได้ ถ้าหัวขาดมันก็มองอะไรไม่เห็น ไม่มีปัญญาลุกไปอาละวาดที่ไหน ว่ากันว่า ผีดิบยุโรป คือคนที่ศพไม่ได่ถูกฝัง หรือทำพิธีตามประเพณี หรืออาจถูกคว่ำบาตร ไล่ออกจากการเป็นคริสตศาสนิกชน ถ้าจะให้วิญญาณไปสู่สุคติ บาทหลวงต้องมาสวด ทำพิธีอโหสิให้
    ตลอดเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ มักเป็นเรื่องราวที่มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ และชวนสยองแก่ผู้คนทั้งหลายทั่วโลก
    ภูตผีปีศาจ, มนุษย์หมาป่า, เสือสมิง, นางเงือก, สัตว์ประหลาดและแวมไพร์ผีดูดเลือด เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวนิยายขายดี ละครทีวี และภาพยนตร์สยองขวัญ หลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง ทั้งผีดูดเลือด, มนุษย์หมาป่า, แม่มด, นางฟ้า...แต่อีกหลายคนเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่ตำนาน หรือนิทานเล่าสู่กันฟังสนุกๆ เท่านั้น
    บางทีความรู้สึกสยดสยองจนขนหัวลุก อาจจะเกิดจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของคนเรา ที่กลัวสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็น เรากลัวสิ่งที่เรายังไม่รู้จักมันอย่างถ่องแท้ เมื่อไม่รู้ว่า มันคืออะไร เราก็กลัว และเมื่อกลัว เราก็จะทำลายมันซะ! เรากลัวสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด กลัวผี กลัวแวมไพร์

    แวมไพร์เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ คนโบราณทั่วโลกทั้งเกลียดทั้งกลัวมัน แต่ทุกวันนี้ก็มีวัยรุ่นและหนุ่มสาวไม่น้อยที่อยากเป็นแวมไพร์ โดยพยายามทำพฤติกรรมเลียนแบบแวมไพร์ หรือแม้แต่คิดว่าตัวเองเป็นจริงๆ นั่นคือ ด้วยการนอนเวลากลางวัน ตื่นเวลากลางคืน แต่งตัวสีดำหรูหราคล้ายๆ สไตล์โบฮีเมียม เสริมเขี้ยว และอาจจับคู่กันเพื่อเจาะเลือดจากต่างฝ่ายมาดูดกินพอเป็นพิธี ที่ทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าเท่ แวมไพร์เป็นขบถสังคมที่หวาน เศร้าและโรแมนติกมาก...ขณะเดียวกันก็เร้นลับ และมีอำนาจคล้ายๆ แม่มดอยู่ไม่น้อย จริงๆ แล้ว แวมไพร์ที่โลกเกลียดกลัวมาเนิ่นนานนับพันๆ ปีนั้นมีลักษณะอย่างไรแน่? แวมไพร์ในตำนานโบราณ เป็นคนละเรื่องกับผีดูดเลือดที่เราเห็นในจอหนัง ค.ศ.1931 เบลา ลูโกซี่ พระเอกหนังสวมบทบาทเป็นท่านเคาน์แดร๊กคิวล่า คนโบราณเล่ากันว่า แวมไพร์มีหลายประเภท แค่แยกได้ชัดเจนเป็นสองประเภทคือ หนึ่ง ผีดิบแวมไพร์ที่เห็นเป็นตัวตน กับสอง แวมไพร์ที่มีพลังอำนาจเป็นท่านปีศาจ แวมไพร์ประเภทแรกนั้นเป็นผีดิบที่ฟื้นจากความตาย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นศพที่ตะกายขึ้นมาจากหลุม มันจึงไม่ได้ใส่เสื้อคลุมยาว หรือมีชุดแวมไพร์โก้หร่าน แต่มันอยู่ในผ้าห่อศพ ผิวหนังมันไม่ได้ซีดขาว แต่เป็นสีแดงแบบมีเลือดฝาด ด้วยเหตุนี้ มันจะกระเทือนความรู้สึกของนักล่าแวมไพร์มาก เมื่อตอกลิ่มลงไป เลือดจะพุ่งกระฉูดออกมาเหมือนก๊อกแตก!

    นักล่าแวมไพร์ผู้สันทัดกรณีแจ้งมาว่า ผีแวมไพร์จะเป็นศพที่อืดๆ คล้ายบวมน้ำ ผิวมีสีแดงๆ เหมือนหมูถูกน้ำร้อน ข้อสำคัญคือกลิ่นมันร้ายกาจมาก เล็บก็ยาวดำสกปรก ตาลุกวาวแดงก่ำ บางตนไม่มีเขี้ยวให้เห็นหรอก มันมีแต่ฟันที่คมกริบ ว่ากันว่า นักล่าแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริงน่ะ แค่เปิดโลงดูก็รู้แล้วว่าศพนี้ใช่แวมไพร์หรือไม่? แวมไพร์บางจำพวกเป็นผีที่ศพไม่ได้ลุกขึ้น แต่วิญญาณที่เชื่อมโยงกับศพจะออกไปล่าเหยื่อเอง มันจึงแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ เช่น ค้างคาวยักษ์ หรือไม่ก็ปลอมเป็นคนที่เหยื่อรู้จักมักจี่อย่างดี เพื่อจะได้หลอกออกมาดูดเลือดกินได้ง่ายๆ หลายต่อหลายครั้งเหยื่อมักจะจำได้ว่า คนที่มาพูดคุย หลอกจับไม้จับมือตนนั้น เป็นคนที่ตายไปแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดความโกลาหลกันทั้งหมู่บ้านเชียว ในสมัยนี้ คนทั่วโลกถูกผีอำกันบ่อยๆ และจะเล่าตรงกันว่าเป็นเงาดำๆมาทับร่างไว้ไม่ให้กระดิกกระเดี้ย แล้วมันก็จะดูดพลัง ดูดเลือดของเราไป

    มาเลเซียมีผี "ลางซุยร์" ที่เป็นแวมไพร์ลุกจากหลุมเกือบเป็นมนุษย์ ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดา คนในหมู่บ้านอาจนำตัวมันมารักษา และทำให้มันอยู่ร่วมกับคนเราได้เกือบเหมือนเดิม มีแวมไพร์อีกประเภทหนึ่งที่มีอำนาจจิตสะกดคนที่เป็นเหยื่อได้ เริ่มต้นจากการเป็นคนที่ชอบเล่นคุณไสย เมื่อตายไปมันจะเป็นวิญญาณที่มีอำนาจครอบงำเหนือจิตใจเหยื่อ ซึ่งเหยื่อจะถูกสะกดเหมือนโดนผีอำ แล้วผีจะสูบพลังจากรังสีออร่าที่แผ่ออกมารอบๆ ตัวมนุษย์ เรื่องราวแบบนี้ฟังดูคล้ายๆ "ปอบ" ของไทย แวมไพร์จะดูดพลังคนเป็นๆ และแวมไพร์พวกนี้มักจะเป็นคนแก่ ผอมแห้งไม่ค่อยสบาย ไม่แข็งแรง คนอื่นจะเห็นมันนอนแบ็บ เจ็บออดๆแอดๆ ความเจ็บปวดอ่อนแอนี้เองทำให้มันต้องไขว่คว้าพลังชีวิตจากคนอื่น ที่หนุ่มสาวกว่ามาประทังชีวิตตัวเอง ผีดูดเลือดแวมไพร์เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วโลก ในทุกประเทศ ทุกท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ กันไป การดูดเลือดอาจเป็นสัญลักษณ์แห่งการดูดพลังชีวิตคนอื่นมาเป็นของตนหลายคนไม่เชื่อ คิดว่ามันเป็นแค่นิยาย แต่หลายคนเชื่อว่ามันมีจริง มีบางสิ่งบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ในตำนานและเรื่องเล่า ที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาล สิ่งที่ซ่อนเร้นอาจเป็นโรคภัยบางอย่าง ที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมคล้ายแวมไพร์ หรือมันอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์จริงๆก็ได้ *****

    แวมไพร์ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย

    ตำนานแวมไพร์ที่มีมานานนับพันๆปีเรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็คงจะได้ แวมไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติเผ่าพันต่างๆทั่วโลกก็มีแวมไพร์ในฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย ที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก หนังและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อยมาจากยุโรปอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของแวมไพร์มาจากตะวันออกไกล กระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน ธิเบต อินเดีย เข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอเรเนี่ยน ตำนานนี้กระจายไปทั่วแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอนข่าน รวมไปถึงฮังการี และดินแดนที่เราคุ้นเคย ทรานซิลเวเนีย ปัจจุบันแวมไพร์ในความคิดของเรามักเป็นไปในแนวของผีดูดเลือด ผู้ที่ฟื้นจากความตาย ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้ คุณสมบัติของพวกนี้เป็นแวมไพรืของพวกยุโรป และในหนังผีดิบจริงๆแล้ว พวกแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ มาดูกันดีกว่า ว่าแวมไพร์แต่ละชนชาติเป็นอย่างไร

    Slavic vampire

    ชาวสลาฟ เป็นชาวที่ร่ำรวยเรื่องที่เกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนที่กินพื้นที่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แหล่งชุมนุมแวมไพรืที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ในเมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนที่เชื่องต่อระหว่าง ฮังการี กับประเทศโรมาเนีย แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือยาวสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟคือการจับเผาทั้งเป็น หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้จากโบสถ์ใส่พวกมันก็ย่อมได้ เนื่องจากโรมาเนียถูกล้อมไปด้วยชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางเชื้อสายสลาฟนิดๆภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้นจะเรียกแวมไพร์ว่า strigoi อาจจะหมายถึงนกฮูกแก่ๆหรือ ปิศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน strigoi ส่วนมากคือพวกใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อไปชุมนุมกันในคืนที่จันทรืเต็มดวง หรือไม่ก็เที่ยวออกตระเวนดูเลือดคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้น เหยื่อผู้เคาระร้ายมักจะเป็นคนในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านไกล้เคียง อย่างไรก็ตาม คนที่เกิดมาโดยมาสัญลักษณ์ของปิศาจ( มีหาง เขี้ยวงอก ขนรุงรัง) หรืออาจจะเป็นคนที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ หรือเสียชีวิตโดยไม่ได้ผ่านพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิ์จะเป็นแวมไพร์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั้นแหละแวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถมนั้นเวลาท้องมักจะกินเกลือเพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิ์เป็นแวมไพร์ชัวร์ๆก็คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา

    ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับแวมไพร์อย่างไกล้ชิด คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกันนั้นคือเรื่องของ มนุษย์หมาป่านั้นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดีจะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์จนสามารถกรายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้กระทั้งหมูก็ได้.....

    สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเรียกว่า Lycanthropy ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์ทีเดียว ว่ากันว่า แวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมา มันมีใบหน้าซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่ามีสมาชิกเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่ายังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้....

    ถ้าเป็นเด็กสามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว

    วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกนทุกคนกล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าแจคพอร์ตเป็นแวมไพร์ โลงนันจะมีไฟลุกพรึบและเสียงกรีดร้องโหยหวน......

    แวมไพร์

    ผู้หญิงที่มาเลเซีย เชื่อกันว่า เสียชีวิต ในขณะ หรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด

    ผีดูดเลือด หรือ แวมไพร์ (Vampire) เป็นมนุษย์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีพลังปิศาจ แม้ว่า ผีดูดเลือด จะอยู่ในร่างของมนุษย์ มันก็ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ มันคือคนที่ตายไปแล้วและลุกขึ้นมาจากโลงมีชีวิตใหม่โดยดูดเลือดเป็นอาหาร สังคมแทบทุกสังคมรู้จัก ผีดูดเลือด ผีดูดเลือดปรากฎครั้งแรกในอาณาจักร บาบิโลเนีย ในหีบศพที่ถูกปิดมานานกว่า 4,000 ปี มีตำนานเกี่ยวกับผีดุดเลือดมากมายใน อินเดีย จีน กรีก โรมัน มาเลเซีย และไทย ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีดูดเลือดเช่นกัน

    ในประเทศมาเลเซีย เชื่อกันว่า ผู้หญิงที่เสียชีวิต ในขณะ หรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด และลูกที่ตายพร้อมกันก็จะเป็นผีดูดเลือดด้วย ส่วนของไทยก็เห็นจะเป็น กระสือ หรือปอบ ที่เรารู้จักกัน ประเพณีโบราณมักมีวิธีป้องกันผีพวกนี้และบางประพณีก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ในแถบตะวันตก ผีดูดเลือด เป็นที่รู้จักกันในนามแวมไพร์ ปรากฏในอังกฤษครั้งแรก


    ศพถูกขุดขึ้นมาและพบว่า มีรอยเลือดอยู่ที่ปาก

    ในปี พ.ศ.2275 ตามบันทึกว่าเป็น แวมไพร์ ชาวเซอร์เบีย (Serbian : แคว้นในยูโกสลาเวีย) ที่กลับมาจากหน้าที่ทางทหารใน กรีก ด้วยท่าทีที่แปลกไป เขาผู้นั้น คือ อาร์โนลด์ เปาเล (Arnold Paole) เปาเล ยอมรับกับภรรยาในเวลาต่อมาว่า เขาโดน แวมไพร์ ดูดเลือดในขณะเดินทางและได้กลายเป็น แวมไพร์ ไปด้วย เปาเล ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่เพื่อนบ้านยังคงเห็นเขาวนเวียนอยู่ ศพของเขาถูกขุดขึ้นมาและพบว่า มีรอยเลือดอยู่ที่ปาก การที่จะพิสูจน์ว่า เป็น แวมไพร์ หรือไม่นั้น ทำได้โดยตอกหมุดไม้ลงไปที่หัวใจ ศพของ เปาเล ถูกพิสูจน์และด้วยความประหลาดใจ

    ขณะที่ตอกหมุดนั้นมีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย

    ในขณะที่ตอกหมุดนั้นมีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย ศพของ เปาเล ถูกเผาตามขั้นตอนของพิธีกรรมทางความเชื่อ หลายปีต่อมา ก็ยังมีกรณีของ แวมไพร์ ตัวอื่นอยู่ ซึ่งเชื่อว่า เป็นเหยื่อของ เปาเล จึงสรุปได้ว่า แวมไพร์ ถ่ายทอดได้โดยการถูกกัด

    บันทึกในปี พ.ศ.2306 ของนักเขียนชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฌอง จาก รูสโซ (Jean-Jacques Rousseau) กล่าวว่า ในปีนั้นมีพยานหลายคนทั้งที่เป็นแพทย์ นักบวชและพนักงานปกครอง ได้พบเห็น แวมไพร์ เรื่องราวได้เริ่มถูกนำไปแต่งเป็นวรรณกรรม จนกระทั่งในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 แวมไพร์ ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีอยู่จริง มีทั้งสองเพศ แต่โดยมากจะเป็นเพศชาย มีเขี้ยวยาว ผิวซีดเซียว และมีดวงตาที่แข็งกร้าว มักออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน และเหยื่อก็จะเป็นเพศตรงข้าม ป้องกันได้โดยใช้กระเทียม การเป็น แวมไพร์ นั้นเป็นไปโดยไม่ได้สมัครใจและก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับปิศาจหรือเวทมนตร์ แม่มดเท่าใดนัก แวมไพร์ มักเป็นคนบาปที่ดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย ผู้บริสุทธิ์ก็เป็น แวมไพร์ ได้โดยตกเป็นเหยื่อของพวกมัน

    แวมไพร์ มีจริงหรือ ?

           บุคคลที่มีความแตกต่างไปจากคนอื่นและมีการตายอย่างประหลาดนั้นมักถูกเชื่อว่า จะเป็นแวมไพร์ อย่าง แน่นอน บุคคลใดที่มีลักษณะคล้าย แวมไพร์ จะถูกกีดกันจากสังคมทันที การกำจัด แวมไพร์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องทำเฉพาะเวลากลางวัน ตอนที่มันไม่มีอำนาจเท่านั้น เชื่อว่าหลุมศพใดมีโพรงอยู่แสดงว่าศพในหลุมนั้นเป็น แวมไพร์ โดยความเชื่อของ ชาวโรมัน ให้เทน้ำเดือดลงไปในโพรงเพื่อกำจัด แวมไพร์ หรือกำจัดได้โดยวิธีเดียวกับที่ทำกับ แวมไพร์ เปาเล ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 นักเขียนชาว ไอริช เมื่อ บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ได้แต่งนิยายเรื่อง แดรกคูลา (Dracula) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำอีกคำหนึ่งที่แปลว่า ผีดูดเลือด แดรกคูลา เป็นลูกชายของ แดรกคูล (Dracul) กษัตริย์โรมันที่โหดร้าย ทารุณ แดรกคูล เป็นสมญานามที่แปลว่า ปิศาจ ซึ่งกษัตริย์ได้สมญานามมาจากการปกครองที่โหดร้าย กระหายเลือด และแดรกคูลา ก็แปลว่า ลูกชายของปิศาจ ในนิยาย แดรกคูลา เกิดในทรานซิลวาเนีย (Transylvania) และมีความโหดร้ายเช่นเดียวกับพระบิดา ทรงสร้างศัตรูมากมาย มีการตายอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบเห็นศพและไม่ได้ถูกฝังตามพิธี
     
           จนปัจจุบันเรื่องราวของ แวมไพร์ ก็ยังคงน่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวมีผู้คนที่เชื่อว่า แวมไพร์ มีจริง ยิ่งกว่านั้น ยังมีศูนย์วิจัยที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ แวมไพร์ ใน ยุโรป และ อเมริกาซึ่งก่อตั้งโดย ดร.สตีเฟ่น แคปแลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ค เท่านั้นยังไม่พอศูนย์วิจัยนี้ยังเคยมีงานวิจัยเผยแพร่ทาง Entertainment Tonight ในปี 1995 โดยผลวิจัยพบว่ามีผู้ที่เป็นแวมไพร์อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสถึง 36 คนด้วยกัน

    Dr. Stephen Kaplan ภาพของ Dr. Kaplan ซึ่งกำลังสาธิตวิธีการฆ่าแวมไพร์

    แวมไพร์อาละวาด


    แวมไพร์อาละวาด

    ที่จริงตอนนี้ไม่ต้องเกิดก็ได้มั้งเพราะในเน็ตก็มีข้อมูลนี้อยู่ตั้งเยอะ แค่ในเว็บนี้มีเป็นสิบๆ บทความที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เอาเป็นว่าเอาเรื่องจริงที่คนไม่รู้มาก่อนก็แล้วกัน
    คำว่าแวมไพร์ ที่หมายถึงผีดูดเลือดนั้นเริ่มปรากฏขึ้นในภาษาอังกฤษในปี ค.ศ.1732 หลังจากมีการแปลรายงานเรื่องผีดูดเลือดในเซอร์เบียจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ
    อันที่จริง ความเชื่อเรื่องผีดูดเลือดนั้นมีมานานนับพันปีแล้ว และมีความเชื่อกันในหลายประเทศทั่วโลก ผีดูดเลือดในแต่ละชาติจะแตกต่างกัน เช่นในประเทศจีนผีดูดเลือดจะเป็นปีสาจตาสีแดงลุกโชนเหมือนเปลวไฟและมีเส้นผมสีเขียวหรือสีชมพู ส่วนในกรีกจะปรากฏตามเทวตำนานในชื่อของลาเมียปีศาจร่างงูขนาดยักษ์บินได้แต่มีใบหน้าและอกเป็นผู้หญิงคอยออกล่ากินมนุษย์ ส่วนในประเทศญี่ปุ่นออกมาในรูปของสุนัขจิ้งจอก ของมาเลเซียออกมาในรูปแบบเหมือนผีกระสือชื่อปีนังที่เห็นแค่ตับไตไส้พุงคอยสะกดรอยล่าเหยื่อและแวมไพร์ที่โด่งดังมากที่สุดก็คือแดร็กคิวล่านั้นเองในสมัยก่อนเชื่อกันว่าบรรดาผีดูดเลือดนั้นมีพละกำลังและออกล่าเหยื่อในคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นเดียวกับมนุษย์หมาป่า เรียกว่าคืนเซนท์ จอร์จ ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน(ตามการนับแบบจูเลียน) วันที่ 4 พฤษภาคม ตามปฏิทินสากล ชื่อกันว่าเป็นคืนที่มีวิญญาณและภูตผีปีศาจต่างๆ มาปรากฏกายในรูปผีดูดเลือด มีชีวิตเป็นอมตะ และถ้าถูกกัดมันเข้าก็กลายเป็นผีดูดเลือดเช่นกันค้าวคาวก็จัดเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับผีดูดเลือด กรณีที่กล่าวถึงปล่อยๆ คือค้าวคาวดูดเลือดที่อาศัยทางตอนใต้ของอเมริกา ในสมัยค.ศ. 16 ชาวสเปนเป็นชนกลุ่มแรกที่พบเห็นลักษณะนิสัยการกินของมัน จนเป็นที่โจษจันว่ามันเป็นผีดูดเลือดและกลายเป็นตำนานร่างหนึ่งของแวมไพร์ตั้งแต่นั้นมา


    SLAVIC VAMPIRES

    ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้  

    ROMANIA

    เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องของแวมไพร์อย่างใกล้ชิดครับ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกัน นั่นคือเรื่องราวของมนุษย์หมาป่านั่นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดี จะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนสามารถกลายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้แต่หมูได้ สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเค้าเรียก Lycanthropy ครับ ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์เลยทีเดียว ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมาบนพื้นโลกเมื่อถึงเวลาอันควร มันมีใบหน้าที่ซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่าศพยังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้ครับ ถ้าเป็นเด็กก็สามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีถึงจะเปิดสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกันทุกที่เลยครับ กล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียพบหรือสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ จะโดนจับเอากระเทียมยัดจนเต็มปากแล้วเอามาเผาไฟ หลุมศพใดที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งพำนักกายของแวมไพร์ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าถุกแจ็คพอทเจอแวมไพร์ โลงนั้นจะมีไฟลุกพรึ่บดูสวยงามทีเดียวเชียวครับ


    GYPSIES AND VAMPIRES

    สำหรับคอหนังแล้ว ยิปซีดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังผีดูดเลือดเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดารารับเชิญมันทุกเรื่องไป ในตำนานก็เช่นกันครับ ยิปซีมีบทบาทกับแวมไพร์อย่างใกล้ชิด วรรณกรรมชื่อดังของ บราม สโตเกอร์ ที่ชื่อ"แดร็คคิวล่า"นั้น ก็ได้กล่าวถึงสาวยิปซีที่คอยดูแลโลงของแดร็คคิวล่าอย่างจงรัก ในความเป็นจริง ชาวยิปซีมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียทางตอนเหนือ และอพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจนเข้ามาถึงยุโรปราวๆศตวรรษที่ 14 ไล่เลี่ยกันกับการถือกำเนิดของจอมทรราชย์ วลาด แดร็คคิวล่าครับ ความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมอันเร้นลับของชาวยิปซีมีอิทธิพลกับยุโรปในตอนนั้นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ไม่นานนัก ตำนานต่างๆที่เล่าขานกันมาในหมู่ยิปซีก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของยุโรปแถบโรมาเนียและตุรกี แน่นอน เรื่องเหล่านี้รวมเรื่องแวมไพร์เข้าไปด้วย บ้านเดิมของเหล่ายิปซี อินเดีย แหล่งรวมแห่งปรัชญาตะวันออก ที่นี่มีเรื่องเล่าลือและตำนานเกี่ยวกับสิ่งที่คล้ายแวมไพร์อยู่มากมาย เป็นต้นว่าภูต(Bhuta) วิญญานของคนที่ตายแบบผิดปกติชนิดวิญญาณยังสิงสู่อยู่ในร่าง ภูตเหล่านี้จะเดินท่อมๆไปตามถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคืน คอยทำร้ายและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร แวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียเห็นจะได้แก่ Kali หรือเจ้าแม่กาลีนั่นเอง นางนับเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ทุรคา กาลีมีรูปร่างที่ดุร้าย สวมสายสังวาลย์ที่ทำจากหัวกะโหลก เจ้าแม่กาลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของยิปซีแวมไพร์ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวพระนางยังติดอยู่กับขาวยิปซีแม้ว่าพวกเขาจะข้ามน้ำข้ามทะเลย้ายรกรากมานับร้อยๆปีแล้วก็ตาม นามของกาลีจะเปลี่ยนไปตามการเรียกของยิปซีแต่ละสาย แวมไพร์ของชาวยิปซีมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อมุลโลครับ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเอามากๆ อันว่าเจ้ามุลโลนี้ส่วนมากจะเป็นประเภทผีล้างแค้น กลับมาจากความตายเพื่อทวงหนี้จากศัตรูคู่แค้นด้วยการสูบเลือดเป็นอาหาร แวมไพร์ที่เป็นผู้หญิงยิ่งน่ากลัวใหญ่เลยครับ แวมไพร์พวกนี้สามารถมีชิวิตอย่างคนธรรมดาและดำรงชีพด้วยการกินเรี่ยวแรงสามีจนทำให้พวกเขากระปลกกระเปลี้ย แวมไพร์ของยิปซีนั้นไม่ได้มีแค่คนตายเท่านั้น สัตว์เลี้ยงหรือผักผลไม้ก็เป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ฟักทองและแตงกวาที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านนานๆโดยไม่มีใครกินนี่ก็ด้วย วันดีคืนดีมันจะเคลื่อนไหวได้เอง ส่งเสียงอึกทึกและมีเลือดหยดไหลออกมาเป็นทางดูน่าสยดสยองมาก

    โรคตื่นแวมไพร์ในศตวรรษที่ 18

    ตำนานแวมไพร์เป็นที่คุ้นเคยกับซีกโลกต่างๆมานมนาน แต่เชื่อมั๊ยครับว่าอังกฤษเพิ่งรู้จักแวมไพร์เอาเมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ช่วงนั้นโรคกลัวแวมไพร์ระบาดหนักในยุโรปตะวันออกลามมาถึงอังกฤษ ชาวบ้าชาวช่องกลัวกันมาก ขนาดเดินไปไหนมาไหนยังต้องมีพวงกระเทียมแขวนคอไปด้วย มีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มผู้นำว่าเรื่องนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และควรใช้นโยบายใดทำให้บ้านเมื่องสงบลง สมัยนั้นการสื่สารยังไม่เจริญนัก แต่ก็น่าแปลกที่ข่าวลือกระจายข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็เป็นตลกร้ายที่เหลือเชื่อเอามากๆ เช่นกองทัพแวมไพร์บุกเข้าพระราชวังในฮังการเล่นงานจนทหารและคนในวังเป็นแวมไพร์กันหมด แม้แต่ข่าวที่ว่าพระราชวังเครมลินเต็มไปด้วยแวมไพร์ก็ยังมีออกมา ของแถมที่มากับข่าวลือก็คือการออกล่าแวมไพร์ มีคนถูกย่างสดไม่เว้นแต่ละวันในข้อหาเป็นแวมไพร์ หลายรายถูกทรมานอย่างทารุณก่อนเอาลิ่มตอกอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวแวมไพร์ของชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี ความจริงแล้ว อาการกระหายเลือดที่ปรากฏกับคนยุคนั้นสามารถอธิบายได้ในเชิงวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ แต่เนื่องจากในสมัยนั้นวิทยาศาสตร์ยังล้าหลังและยังมีความเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจอยู่ จึงไม่มีใครโต้แย้งว่า "ผีดูดเลือดไม่มีจริงโว๊ย แต่มันเป็น..." ก่อนจะเฉลยหัวคนนั้นคงหลุดจากบ่าก่อนเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผีดูดเลือดก็ได้แล้วแท้ที่จริงมันคืออะไรละ? ปี ค.ศ.1982 ศาสตร์จารย์เดวิด ดอลฟิน ได้ชี้ว่าบุคคลเหล่านี้อาจป่วยเป็นโรคเลือดโดยกำเนิด คือความบกพร่องในเซลเม็ดเลือดและขาดธาตุเหล็ก อาการเหล่านี้ขนานนามว่า "โรคแดร็กคิวล่า" ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีร่างกายอ่อนแอ แพ้แสงแดดอย่างรุนแรงถึงขั้นปวดแสบปวดร้อนและมีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง เพื่อเลี่ยงอาการเหล่านี้คนเหล่านั้นจึงมักปรากฏกายในยามค่ำคืน และนอกเหนือจากอาการป่วยทางผิวหนังแล้ว โรคนี้ยังส่งผลให้เหงือกของผู้ป่วยหดรัดตัวเข้าไปและมีฟันยืนออกมา ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้จึงมีรูปร่างลักษณะและอุปนิสัยคล้ายผีดูดเลือด ความจริงที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่งก็คือกระเทียมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำลายเม็ดเลือด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในร่างกายผู้ป่วยสรุปง่ายๆ ก็คือผู้ป่วยโรคนี้ไม่ถูกกระเทียมนัก!เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับผีดูดเลือดที่เป็นเรื่องจริงในอดีตมีสองเรื่องครับ เท่าที่หามาพอที่จะเชื่อถือกันได้ มีดังต่อไปนี้

    เรื่องที่หนึ่ง เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นช่วงกลาง ค.ศ. 1700 ปีเตอร์ โปลโกโจวิทช์ ชาวไร่ชาวเซอร์เบียอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านกิสิโลวาแห่งตำบลราห์น เสียชีวิตลงเมื่ออายุ 62 ปี โดยไม่ทราบสาเหตุเสยชีวิตแน่ชัด หลังจากที่ฝังศพเขาได้นานสิบอาทิตย์ ชาวบ้านก็เห็นโปลโกโจวิทช์ปรากฏกายขึ้ในยามค่ำคืน บรรดาผู้คนที่ได้พบเห็นเขากล่าวว่าเขาบุกรุกเข้าถึงเตียงนอนและทำร้ายเหยื่อ โดยภายในเวลาเพียงหนึ่งอาทิตย์ก็มีผู้ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตถึงเก้าคน หลังจากนั้นภรรยาของปีเตอร์ โปลโกโจวิทช์ก็บอกว่าเขาเคยมาพบเธอและร้องขอร้องเท้าจากเธอ(เป็นความเชื่อของยุโรปว่าผีดูดเลือดแม้ตายแล้วยังมีกิเลสและยึดติดกับทรัพย์สมบัติอยู่) ภรรยาของเขาหวาดกลัวแล้วเผ่นหนีออกจาหมู่บ้านทันที ผลสุดท้ายชาวบ้านทนไม่ไหวจึงลงมิติขุดศพของนายโปลโกโจวิทช์ขึ้นมาเพื่อทำลายให้สิ้นซากเสียเลยเมื่อชาวบ้านขุดศพขึ้นมา ชาวบ้านต่างตะลึงเมื่อศพไม่ส่งกลิ่นเน่าออกมาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งสภาพศพก็ไม่เน่าเปื่อย นอกจากบริเวณจมูกและผิวด้านนอกของร่างกาย ที่น่าแปลกคือเกิดผิวหนังใหม่เข้ามาแทนที่ผิวด้านนอกที่เปื่อยหลุดออก(ประมาณคล้ายงูลอกคราบ) เล็บของเขาหลุดออกก็ปรากฏเล็บอ่อนที่กำลังงอกขึ้นมาใหม่เช่นกัน และบริเวณปากของเขาก็มีเลือดไหลซึมเป็นทางชาวบ้านรีบจัดการทำลายผีดูดเลือดตนนี้ ดดยการใช้ตอกแท่งไม้แหลมทะลุผ่านหัวใจ ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันว่ามีเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมามากมาย หลังจากนั้นชาวบ้านก็เผาศพทันที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผีดูดเลือดก็ไม่มาทำร้ายชาวบ้านอีกเลย


    เรื่องที่สอง

    อาร์โนลด์ โพล หนุ่มร่างกำยำล่ำสัน เป็นทหารที่เข้าประจำหมู่บ้านเมดูเอ็นยาหมู่บ้านแถบกอสโซวา (เตอร์กิชเซอร์เบีย ค.ศ.1729)แต่ในระหว่างทางเขาถูกทำร้ายโดยผีดูดเลือดระหว่างทางเสียก่อน เมื่ออาร์โนลด์ถูกผีดูดเลือดกัดคอหอยจนบาดเจ็บ เขารู้สึกเจ็บแค้นผีดูดเลือดตัวนั้น จึงหาวิธีกำจัด โดยเดินทางไยังสุสานที่ฝังศพผีดูดเลือดและทำพิธีแก้อาถรรพน์ โดยขุดศพผีดูดเลือดข้นมา เจาะเลือดของมันชโลมกาย และกินดินหลุมศพของมันเข้าไปแต่ผลสุดท้ายนายอาร์โนลด์ก็ไม่พ้นความตายได้ เมื่อวันหนึ่งเขาได้ขับเกวียนเข้าไปในไร่ แล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากเกวียน ศีรษะพาดพื้นอย่างแรงตายคาที่หลังจากอาร์โนลด์ตายแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เมื่อมีผู้พบเห็นนายอาร์โนลด์ออกมาตะเวนไปตามที่ต่างๆ ด้วยร่างกายแข็งทื่อ เขียวคล้ำทั้งตัวชาวบ้านต่างหวาดผวา อาร์โนลด์ผีดูดเลือดที่ออกจากหลุม ตระเวรหาเหยื่อไปเรื่อย ผลคือทำให้ชาวบ้านเคราะห์ร้ายต้องเอาชีวิตสังเวยถึงสี่คน จนชาวบ้านไม่กล้าออกไปนอกบ้านยามค่ำคืนเมื่อมีคนตายในลักษณะถูกกัดคอหอยแหอะหวะถึงสี่คนนี้ ชาวบ้านก็ทนไม่ไหวจึงรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วยกโขยงไปในสุสานประจำหมู่บ้านจัดแจงขุดศพอาร์โนลด์เพื่อขึ้นมาพิสูจน์ความจริงครั้นแล้วทุกคนต้องผงะ และตกใจกลัวกับภาพทีอยู่ตรงหน้าเมื่อซากศพอาร์โนลด์ยังเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาด ที่มุมปากมีเขี้ยวยาวแหลมคมงอกออกมาด้วย และมีเลือดที่ปากไหลเป็นทางยาวและเมื่อแสงแดดจัดจ้าส่องเข้ามาในโลงศพ อาร์โนลด์เบิกตากว้างรีบพลิกตัวหลบแดดทันที ชาวบ้านก็ไม่รอช้า ต่างเฮโลขุดศพผู้ตกเป็นเหยื่อผีดูดเลือดอีกสี่ศพมาด้วยแล้วช่วยกันเอาไม้เสี้ยนปักอก ใช้ค้อนตอกจนมิด เลือดสดๆ ทะลึกออกมากลิ่นเหม็นคาวคลุ้งไปทั่ว ผีดิบทั้งห้าบิดกายอย่างเจ็บปวด ส่งเสียงอืออาในลำคอก่อนที่สงบนิ่งไปเมื่อผีดูดเลือดสงบ ชาวบ้านก็ตัดหัวเอากระเทียมยัดปาก และเผาศพจนมอดไหม้เป็นขี้เถ้าแต่เรื่องนี้ยังไม่จบ อีกหกปีต่อมาหมู่บ้านเมดูเอ็นยาก็ประสบกับเหตุการณ์สยอดสยองอีกครั้ง เมื่อมีชาวบ้านหลายคนตายโดยปราศจากสาเหตุเมื่อทางการทราบข่าวจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อเท็จจริงเหล่านี้ร่วมกับชาวบ้าน และเมื่อขุดศพขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ก็พบว่าศพแต่ละศพล้วนมีเลือดฝาด มีเขี้ยวงอกยาวที่มุมปาก และมีเลือดแห้งกรักติดอยู่และชาวบ้านก็ทำจากศพทั้งหมด 16 ศพตามกรรมวิธีของนายอาร์โนลด์ ผลสรุปเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเมดูเอ็นยาสรุปว่า ผีดูดเลือดอาร์โนลด์นอกเหนือจากล่าคนแล้วยังจับสัตว์มาดูดเลือดอีกด้วย และทิ้งซากเอาไว้ และเมื่อชาวบ้านพบซากสัตว์ดังกล่าวจึงนำไปทำอาหาร และได้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นผีดูดเลือด แพร่เชื้อออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ

    คุณเชื่อหรือไม่ว่ามันคือเรื่องจริง!