Blood Diary's profileBlood DiaryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    ที่มาของคำว่า“โกธ” [Goth]

    คำว่าโกธ จริงๆแล้วเป็นชื่อชนเผ่าชนเผ่าหนึ่งในยุคกลาง ซึ่งเป็นชนเผ่าอนารยชนในสาขาเยอรมานิกตะวันออก เราจะเรียกกันว่าชาวโกธิค หรือ กูแตนส์ (Gutans) ช่วงแรกๆมีการตั้งถิ่นฐานกันอยู่ในจอร์แดน ทางฝั่งซ้ายของแถบสแกนดิเนเวีย แต่ที่เป็นหลักเป็นฐานอย่างมั่นคงก็คือใกล้ๆกับแม่น้ำวิสตูลา (Vistula) ซึ่งเป็นประเทศโปแลนด์ในปัจจุบันนั่นเอง แต่ทว่าในศตวรรษที่ 3-4 นั้นได้ไปลงหลักปักฐานกันซะมั่นคงในแคว้นซิธเธีย-Scythia (ปัจจุบันอยู่ในโซเวียตหรือรัสเซีย) เดเซีย-Dacia (เป็นอาณาจักรโบราณอาณาจักรหนึ่งที่โรมันยึดได้ อยู่ระหว่างเทือกเขาคาร์พาเธียน) บางส่วนของโมเอเชีย-Moesia (เมืองโบราณที่อยู่ในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้) และ เอเชียไมเนอร์ (แถวๆตุรกีตอนนี้อ่ะนะ) 


    (ริมฝั่งแม่น้ำวิสตูลา ในปัจจุบัน)
      ต่อมาอีกสักพักหนึ่งประมาณศตวรรษที่ 3-4 ก็ตามประสาชนเผ่าอนารยชนในสมัยนั้น (ก่อนสมัยกลาง) คือไปเที่ยวรบกวนอาณาจักรใหญ่ๆอย่างโรมัน แล้วก็รับเอาวัฒนธรรมแบบอารยัน (ต้นแบบของวัฒนธรรมคริสเตียน) เอามาใช้ด้วย เป็นไงบ้างตอนนี้เริ่มจับความได้แล้วใช่มั้ยล่ะ งั้นมาดูต่อดีกว่า

          แต่....แต่ในทุกสังคมย่อมมีความไม่ลงรอยกันรวมถึงเผ่าโกธิคด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 5-6 ได้แยกออกเป็น 2 ก๊ก 2 เหล่าคือ วิสิโกธ กับ ออสโทรโกธ โดยแบ่งดินแดนกันปกครองบนอาณาจักรโรมันที่อำนาจได้ตกทอดมาสู่มือพวกโกธคือบนคาบสมุทรไอบีเรียนทั้งหมด ซึ่ง วิสิโกธนั้นปกครองทางฝรั่งเศสและสเปน ส่วนออสโทรโกธปกครองแถบอิตาลี 

    เมื่อแบ่งจัดสรรสมบัติกันลงตัวแล้ว ทีนี้ก็มาถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้มี วัฒนธรรมสไตล์โกธิคกันในปัจจุบันกันนั่นก็คือ ศาสนาคริสต์นั่นเอง

         สำหรับบันทึกทางประวัติศาสตร์ยุคแรกๆของชาวโกธนั้นมีชื่อเรียกว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” [Jordanes Getica ถ้าอ่านผิดก็ขออภัยด้วยนะ] เป็นข้อความที่ค่อนข้างกระชับรัดกุมมีจำนวนทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งเขียนขึ้นในอิตาลี โดย คาสสิโอโดรัส [Cassiodorus] นักเขียน ข้าราชสำนัก และ นักบวช ในราชสำนักของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราช [Theodoric the Great] กษัตริย์ของออสโทรโกธ (ยังจำได้อยู่รึเปล่า) เริ่มเขียนในปี คริสต์ศักราช 530 เป็นเวลา 4 ปีหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าธีโอดอริคและ เสร็จสิ้นในปี 551

    ศาสนาคริสต์ถูกนำเข้าสู่พวกโกธิคโดยนักโทษชาวโรมัน อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมาตั้งแต่เก่าก่อนหรือว่าอาจจะเป็นเชลยศึกก็เป็นได้ เพราะในสมัยนั้นเราก็สามารถคิดได้สองแบบ แล้วศาสนาคริสต์ก็แพร่หลายไปได้รวดเร็วพอซะด้วยสิ พอที่จะทำให้กษัตริย์ของชาวโกธของสายเตอร์วิงกี [Thervingi] หลายๆพระองค์และผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจ จึงสั่งประหารผู้ใดก็แล้วแต่ที่นับถือศาสนาคริสต์ จนชาวคริสต์ที่เป็นชาวเตอร์วิงกีอพยพลี้ภัยนี้ไปยังโมเอเชีย ซึ่งนำโดยผู้ที่แปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาโกธิคก็คือ วัลฟิลา [Wulfila] หรือท่านอัลฟิลาส [Ulfilas] บิชอปคนแรกของชาวโกธนั่นเอง

                                                   [ท่านบิชอปอัลฟิลาส หรือ วัลฟิลา]

                                 [พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช ศิลปะแบบไบแซนไทน์]

    นักประวัติศาสตร์หลายๆคน อาทิ ปีเตอร์ ฮีเธอร์ และ มิคาอิล คูลิโคสกี กล่าวว่า บันทึกที่ชื่อว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” นี้นำเสนอเรื่องราวของพระเจ้าธีโอดอริค ราชวงศ์ของพระองค์ และ ประวัติศาสตร์ของชาวโกธไปในแนวทางที่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อการโฆษณาซะมากกว่า

    ส่วนแหล่งที่มาหลักอื่นๆของประวัติศาสตร์ของชาวโกธในที่ค้นพบหลังๆนั้น ประกอบไปด้วยหนังสือที่ชื่อว่า Ammianus Marcellinus' Historiae กล่าวถึงการรวมกลุ่ม “แบบเฉพาะกิจ” ของชาวโกธในสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง จักรพรรดิโปรโคปิอุส [Procopius] และวาเลนส์ [Valens] ในราวๆปี ค.ศ.365 และเล่าถึงการอพยพลี้ภัยและการก่อกบฏของชาวโกธในราวๆปี ค.ศ.376-382 และตามมาด้วยหนังสือ Procopius' de Bello Gothico ซึ่งเล่าถึงสงครามของโกธิคในราวๆปี ค.ศ. 535-552

    [แม่น้ำดานูบ]

    จากการอ้างอิงจาก จอร์ดาเนส เจติกา คาสสิโอโดรัสกล่าวว่า ชาวโกธนั้นมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่แถบสแกนดิเนเวีย จากบันทึกมีการกล่าวบรรยายถึงลักษณะภูมิประเทศและเอ่ยถึงชื่อดินแดนด้วยว่าชื่อ กอธแลนด์ [Gotland] ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น G?taland ซึ่งเป็นจังหวัดจังหวัดหนึ่งของประเทศสวีเดนในปัจจุบัน ส่วนการแตกเป็นก๊กเป็นหมู่ของโกธนั้นกล่าวไว้ว่า พวกกูตาร์ [Gutar] แยกออกมาก่อน โดยพวกนี้ได้ทำการอพยพร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของริมฝั่งแม่น้ำวิสตูลาในช่วงศตวรรษที่ 3 และทำการลงหลักปักฐานในแคว้นซิธเธียนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ยังจำได้นะ) ซึ่งพวกเขาเรียกที่แห่งนี้ว่า “โอเอียม” [Oium] ซึ่งแปลได้ว่า ดินแดนแห่งสายน้ำ 

    สำหรับการเข้ารีตเป็นชาวคริสเตียนของสายเตอร์วิงกีและเกรอตังกีนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 4 โดยการชักจูงของชาวอาณาจักรไบแซนไทน์ที่เข้ามาทำการค้าการขายกันในตอนนั้นและจากสัญญาทางการทหารที่มีกับอาณาจักรไบแซนไทน์ด้วย ซึ่งในตอนนี้เองชาวโกธผู้น่ารักของเราก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มทำตัวเป็นสุภาพชนผู้มีวัฒนธรรมมากขึ้น

    ต่อมา อาณาจักรฮันนิค [Hunnic] หรือ ฮั่นนั่นเอง เริ่มแผ่ขยายอำนาจมายังอาณาจักรของชาวออสโทรโกธหรือสายเตอร์วิงกีนั่นละ (โถๆๆกว่าจะออกมาในบันทึกนี้) ในช่วงทศวรรษที่ 370

    ชาวโกธเองก็เป็นอีกชนกลุ่มหนึ่งที่รักอิสรเสรีภาพของตัวเอง จากภายใต้การกดดันของชาวฮั่น กษัตริย์ของพวกออสโทรโกธ หรือ เตอร์วิงกี นามว่า ฟริทิเจิร์น [Fritigern] ก็ได้ทำการเจรจาขอความช่วยเหลือจากวาเลนส์จักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์นั่นละ ว่าขออนุญาตอพยพไปอยู่ยังดินแดนชายฝั่งแม่น้ำดานูบทางตอนใต้กับชาวท้องถิ่นของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้หรือไม่ ซึ่งวาเลนส์เองก็อนุญาต แต่แม้ว่าการอพยพไปยังป้อมปราการแห่งดูรอสโทรัม [Durostorum] จะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ว่าก็ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงตามมาในภายหลังซึ่งเกิดจากการปะทุของสงครามโกธิค [The Gothic War] ในปี 376-382 โดยในคราวนี้เองวาเลนส์ก็ได้สิ้นชีพในการปะทะที่ เอเดรียโนเปิล [Battle of Adrianople]

    ทางด้านวิสิโกธภายใต้การนำของพระเจ้าอลาริคที่ 1 [Alaric I] ซึ่งทางนี้ได้อพยพเข้ามายังเมืองหลวงใหม่ของโรมที่ย้ายมาจากที่เก่าในปี 410 ซึ่งมีชื่อว่าเมืองราเวนนา [Ravenna] โดยภายใต้การนำของจักรพรรดิโฮโนริอุส [Honorius] ซึ่งต่อมาชาวเผ่าแวนดัล [Vandal] ได้รุกรานเข้ามาในบริเวณที่ตั้งของแคว้นอากีแตน [Aquitaine] ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกวิสิโกธในขณะนั้น ดังนั้นชาววิสิโกธก็เลยทำการต่อสู้จนได้รับชัยชนะทำให้จักรพรรดิโฮโนริอุสออนุญาตให้พวกเขาปกครองตนเองอย่างถาวรในแคว้นอากีแตนซึ่งเป็นผลทำให้พวกเขาปกครองแผ่ขยายอำนาจไปจนเกือบจะทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรียซึ่งแน่นอนว่ารวมสเปนด้วยในปี 475

    กลับมาที่ออสโทรโกธกันบ้าง ในระหว่างนั้นเองพวกเขาก็เป็นอิสระจากการปกครองของชาวฮั่นแล้ว (เย้~ดีใจๆ) ซึ่งเป็นผลมาจากการปะทะกันในชื่อว่า Battle of Nedao ในปี 454 โดยพระราชโองการของจักรพรรดิซีโน [Zeno] หรือพูดง่ายๆว่าจักรพรรดิซีโนเป็นผู้ประกาศให้ชาวออสโทรโกธเป็นไทนั่นเอง

    ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 6 ชาวโกธทั้งสองกลับมารวมตัวเฉพาะกิจอีกครั้งภายใต้มหาเศวตฉัตรเดียวกันโดยการปกครองของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชซึ่งสามารถพิชิตอิตาลีทั้งหมดได้ในปี 488 และจากนั้นพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชก็ทรงปราบดาภิเษกขึ้นสำเร็จราชการและสถาปนาอาณาจักรวิสิโกธิค [Visigothic Kingdom] ขึ้นมาหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอลาริคที่ 2 ในปี 507
    คราวนี้มาถึงคำอ้างอิงจากหนังสือที่ชื่อว่า Procopius บ้างดีกว่า ซึ่งในเล่มนี้ก็เล่าถึงเรื่องราวในช่วงนี้เหมือนกัน โดยเขียนอธิบายความหมายของชื่อทั้งสองก๊กไว้ก่อนอันได้แก่ วิสิโกธ [Visigoth] นั้น แปลว่าชาวโกธแห่งตะวันตก และ ออสโทรโกธ [Ostrogoth] ซึ่งเป็นการอธิบายที่ลงตัวอย่างเหมาะเจาะกับข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันอยู่ทั่วไปถึงเรื่องการแบ่งเขตการปกครองของชาวโกธทั้งสองเผ่าพันธุ์นี้

    สำหรับราชอาณาจักรของชาวออสโทรโกธนั้นมั่นคงยืนยาวมาจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 553 ภายใต้การนำของพระเจ้า Teia อาณาจักรอิตาลีที่เคยถูกรวบอำนาจในการปกครองเมื่อครั้งกระโน้น ก็กลับไปเป็นของอาณาจักรไบแซนไทน์อีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งถูกพิชิตโดยพวกแลงโกบาร์ดซึ่งเป็นอีกเผ่าหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของอิตาลี ในปี 568 และราชอาณาจักรของพวกวิสิโกธนี้เองที่อยู่ยืนยาวที่สุดไม่ถูกกลืนหายไปกับเผ่าใด แต่จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 711 ชาววิสิโกธภายใต้การนำของร็อดเดอริค [Roderic] ที่เป็นผู้นำแต่ไม่ใช่กษัตริย์เพราะช่วงนั้นชาวโกธไม่มีกษัตริย์ปกครอง ซึ่งได้ปักหลักกันอยู่บริเวณแคว้นอากีแตน [Aquitaine]นั้นได้ถูกขับไล่ออกไปจากฝรั่งเศสโดยต้องถอยร่นไปยังประเทศสเปนในปัจจุบันอย่างเต็มตัว (อ้างอิงจาก สเปน หน้าต่างสู่โลกกว้างหน้า 28 และ วรรณกรรมเรื่อง The Templar Legacy หรือตำนานลับขุมทรัพย์เทมปลาร์บทที่ 16 หน้า 113 หาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไปค่ะ แต่อย่าไปยืนอ่านฟรีจนน่าเกลียดนะ) จนในที่สุดในปีค.ศ. 714 สเปนได้ถูกรุกรานจากชาวมุสลิมทางแอฟริกาเหนือ (อ้างอิงจาก ยุโรป หน้าต่างสู่โลกกว้าง หน้า 34) ชาววิสิโกธที่ตั้งรกรากกันอยู่ที่นั่นจึงต้องยอมจำนนอย่างช่วยไม่ได้ และที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คือการถูกกลืนหายไปของชาวโกธทั้งสองเผ่าพันธุ์นั่นเอง

                                                        [แคว้นอากีแตนคือบริเวณสีม่วงๆ]

    แต่สำหรับชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้ที่อยู่ในสวีเดนนั้นถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียว เพราะว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นชาติสวีเดนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่กว่าที่ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวสวีเดนนั้นสืบสายโลหิตมาจากชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้นี้จะได้รับการยอมรับนั้นก็ปาไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว

    ส่วนชาวโกธอีกทั้งสองของเรานั้นก็กลายเป็นต้นตระกูลของชนชั้นสูงชาวสเปน (วิสิโกธ) และชาวยุโรปในแถบอิตาลีและบริเวณใกล้เคียงนั้นตราบจนถึงทุกวันนี้ (ออสโทรโกธ)

       จริงๆแล้วเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้นั้นยาวและละเอียดกว่านี้ เพราะว่าชาวโกธนั้นมีบทบาทมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ของช่วงต้นยุคกลาง หากจะนำมาเล่าให้ละเอียดตามเท่าที่หาได้นั้นคงจะกินเวลานานมากในการเล่าดังนั้นการรู้จักพวกเขาพอสังเขปเพียงเท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้วนะคะกับการที่เราจะต้องไปรู้จักลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่ลักษณะวัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกายของชาว ‘โกธิค’ ในปัจจุบัน

    สุดท้ายมาปิดท้ายกันด้วยภาพของอาวีญง อีกแคว้นที่ชาววิสิโกธเคยเข้าไปตั้งถิ่นฐานกันดีกว่า

    [พระราชวังพระสันตะปะปา ในสมัยที่ย้ายศาสนจักรมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค]

    อ้างอิงบางส่วนจาก
    1. http://www.wikipedia.org

    2. http://www.newadvent.org/cathen/index.html

    3. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี

     

    Gothic Punk

    Gothic Punk

    การแต่งกายแบบนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นหัวพังค์ในตอนนี้ ซึ่งจะเป็นการแต่งกายที่ดูขรึมๆน่ากลัวดูไฮโซๆคล้ายกับพวกแวมไพร์หรือผีดูดเลือดและแม่มดนั่นเอง ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ "Dark Style" ส่วนใหญ่ก็จะมีสีดำตามแบบฉบับของพังค์ แต่ก็อาจจะมีสีอื่นๆแซมมาได้อย่างเช่นสี ขาว แดง เป็นต้น นั่นก็อยู่ที่สไตล์การแต่งตัวของแต่ละคน

    ที่มาของแฟชั่นแนวนี้มาจากทางยุโรปเหนือและแถบอังกฤษ ซึ่งต้นกำเนิดก็มาจากคนพื้นเมืองที่เรียกกันว่า "ชาวโกธิค" (มิน่าล่ะ) หรืออาจจะเห็นเสื้อแนวแบบนี้ได้จากเรื่อง "หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว" ที่มีหนังสือการ์ตูนขายอยู่ในบ้านเรานั่นเอง

           +-+-+ตัวอย่าง+-+-+

    เท่ดีๆ

    อืมๆ

    หน้าแก่ไปนีส -_-

    แม่มดสวยใสไฮโซ

    ยุคของ Gothic

    มี 3 ยุค ด้วยกันคือ
    1. Goths ศตวรรษที่ 2-3 เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด Goth เป็นชื่อเรียกชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ตอนเหนือของยุโรป และมีพวกนี้กลุ่มหนึ่งได้แยกตัวไปทางเหนือจึงเกิดแบ่งเป็น 2 เผ่า คือ VisiGoth ตะวันตก (ฟินแลนด์/ สวีเดน)/ Ostrogoths ตะวันออก (เยอร์มัน/โปแลนด์คือ เรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างสองเผ่า Gothic ยุคเริ่มต้น จะอยู่ในสมัยโรมันยุคท้ายๆ
    2. Classic Gothic คือ Gothic ยุค มืด DarkAge ศตวรรษที่ 12 - 16 ยุคนี้เริ่มต้นที่ฝรั่งเศส และแผ่ขยายไปทั่วยุโรป เป็นสมัยที่นักบวชเป็นใหญ่ นักบวชเริ่มแสดงอำนาจบาดใหญ่ ออกกฎต่างๆนานา กับประชาชนต่างๆ ที่ถูกสงสัยว่าเป็นอริกับพระเจ้า เช่น นับถือนิกายอื่น มีความขัดแย้งกับนักบวช เป็นรักร่วมเพศ หรือแม้แต่นับถือเวทย์มนต์ และมีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น การจับเผาทั้งเป็น
    DarkAge เป็นยุคของสงครามศาสนา ซึ่งเรื่องราวก็เริ่มที่เกี่ยวพันธ์กับ Dracula และเรื่องมืดๆมนๆ เกิดการต่อต้านศาสนาขึ้นมานิดๆ การเกิดนิกายใหม่ๆ นำไปสู่นิกายใหม่ๆของศาสนาคริสต์
    3. Neo Gothic เป็น ช่วงศตวรรษที่ 18-19 Gothic ยุคนี้ แสดงถึงความเก็บกดของประชาชนที่มีต่อสังคมและศักดินาประชาชนเริ่มเป็นห่วงสวัสดิภาพของตนเองจนไม่กล้าออกจากบ้าน มีอาชญากรรมไปทั่วเมือง นำไปสู่ Anachy และท้ายสุดนำไปสู่การปฎิวัติ (Revolutions)
    ยุคนี้มีเรื่องสำคัญๆ เช่น Jack the Ripper นิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein การจับผู้ที่สงสัยว่าเป็นแม่มดเผาทั้งเป็นในอเมริกาก็เกิดในยุคนี้เช่นกัน
    ส่วน Gothic อื่นๆ จะมีอยู่ประปรายในสมัย หลังๆ เช่น สมัย ฮิตเลอร์
    ส่วน Gothic ในสมยนี้ ส่วนมากจะเป็นไปในแนวดนตรีและแฟชั่น ซึ่งแสดงถึงความมืดมน หดหู่ เศร้าหมอง และเก็บกด เริ่มต้นมากจากวง Black Sabath ยังเป็น Gothic ไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่าง เรียก Gothic ไม่ค่อยได้ ส่วนที่เริ่มตต้นจริงๆก็คือยุค 80 โดยเริ่มแนวทางมาจาก Joy Division ซึ่งเป็นวง Post Punk และเริ่มงอกงามไปเรื่อยๆ มาสู่ แนว Industral และ Metal มาตามลำดับ
    ประการสำคัญของ Gothic คือความหดหู่ ถ้าอะไรที่มันดูสนุกสนาน หรือแหกปากเอาสนุกๆมันส์ๆแรงๆ อย่างงั้นมิอาจเรียก Gothic ได้.......

    ว่าด้วยดนตรีMetal

    อ้างอิงจากภาพยนต์เรื่อง METAL A HEADBANGER'S JOURNEY ของผู้กำกับ SAM DUNN และ SCOT McFADYEN (แนวดนตรีและวงตัวอย่างในแต่ละแนวเป็นส่วนที่อยู่ในภาพยนตร์ตามแนวคิดของผู้สร้างเป็นหลัก)ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารMETAL MAGAZINE Issue 29

    Eary Metal (1966-1971)เป็นยุคที่ดนตรีร็อคเล่นหนักขึ้น และกีต้าร์พ่วงเอฟเฟ็กต์ ประกอบกับมีกต้าร์โซโล่มากขึ้น
    Cream, Jemi Hendrix, Blue Cheer, Deep purple, Led Zeppelin, MC5, Mountain, The Stooges, Black Sabbath
    Progessive Metal (1970-Present)
    โครงสร้างเพลงซับซ้อน คีย์บอร์ดมีบทบาทมากขึ้น นักดนรีมีความสามารถ และเทคนิคเปี่ยมล้น
    Urlah Heep, Rush, Queensryche, Savatage, Fates Warning, Voivod, Dream Theater, Meshuggah, Symphony X, Evergrey
    Shock Rock (1968-1983)
    มีส่วนผสมของแกลมร็อคกับฮาร์ดร้อค เน้นสีสันการแสดงบนเวทีและเครื่งแต่งกาย
    Artho Brown, Alice Cooper, New York Dolls, Kiss, Ozzy Osboune, W.A.S.P.
    Original Hard Rock (1974-1979)
    ยุคของฮาร์ดร็อคดิบ ซึ่งมีสดส่วนของดนตรีบลูส์เจืออยู่ด้วย
    Thin Lizzy, Blue Oyster Cult, Aerosmith, AC/DC, Ted Nugent
    Power Metal (1976-Present)
    เมทัลที่เน้นโครงสร้างดนตรีและสัดส่วนหนักแน่น และมีความสารถเฉพาะตัวสูง
    Scorpion, Judas Priest , Rainbow, Accept, Manowar, Dio, Yingwie J, Maisteen, Holloween, Blind Guardian, Hammerfall, Primal Fear
    Glam Metal (1978-Present)
    สื่ออิทธิพลของแกลมเด่นชัด เน้นการแต่งเพลงตามแฟชั่นและสันสะดุดตา เรียกแฮร์เมทัลก็ได้
    Slade, Sweet, Hanal Rocks, Motley Crue, Twist Sister, Posion, Cinderella, Skid Row
    Pop Metal(1978-Present)
    มีสำเนียงติดหูง่าย มีซิงเกิ้ลขึ้นอันดับเพลงป๊อป ได้รับความนิยมในวงกว้าง
    Quiet Riot, Van Halen, Whitesnake, Def Leppard, Europe, Dokken, Lita Ford, Ratt, Gun N' Rose, Winger, Warrant, Doro, The Darkness
    Stoner MetalZ1982-Present)
    นำฮาร์ดร็อคมาผสมกับไซคีเดลิกอย่างกลมกลืน สร้างซาวด์กีต้าร์เอกลักษณ์
    Withfinder, General, Trouble, Candlemass, Cathedral, Kyuss, Today is the Day
    New Wave of British Heavy Metal(1979-1983)
    จุดกำเนิดจากอังกฤษที่มาแทนที่พังก์ร็อค และเป็นอิทธิพลให้วงยุคต่อมา
    Motorhead, Saxon, Iron Maiden, Angel Witch, Girl School, Tygers of Pan Tang, Diamond Head
    First Wave of Black Metal(1981-1986)
    วงหลังยุค NWOBHM เป็นบรรพบุรุษของดนตรีแบล็คเมทัล ด้วยโครงสร้างดนรีและเนื้อหา
    Venom, Mercyful Fate, Bathory, Celtic Frost
    Goth Metal(1990-Present)
    มีเอกลักษณ์ด้วยพื้นฐานดนตรีคลาสสิคและเสียงนักร้องสาว กับบรรยากาศที่สื่อดนตรียุโรปชัดเจน
    Paradise Lost, Tlamat, Therion, Type O Negative, My Dying Bride, Anathema, Theatre of Tragedy, Katatonia, Opeth
    Early Punk(1976-1979)
    ยุคทองของดนตรีพังก์ที่ครองความยิ่งใหญ่ทั่วโลกช่วงสั้นๆ
    The Ramoness, The Dmned, Sex Pistols, The Clash, The Death Boys
    Death Metal (1985-Present)
    นำดนตรี แทรช/lสปีดมาเล่นให้หนักหน่วงและกดดันยิ่งขึ้น โดยมีเสียงร้องกดต่ำเป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนเทคนิคเฉพาะตัวสูง
    Possessed, Death, Morbid Angel,Obituary, Deicide, Cannibal Corpse, Immolation, Autopsy, Nile, Dying Fetus
    Trash Metal(1983-Present)
    สายพันธ์เมทัลที่เมทัลยุคนี้แทบทุกแขนงได้รับอิทธิพลมา ประสปความสำเร็จในวงกว้างและมีจุดยืนแน่วแน่ชัดเจน
    Metalica, Slayer, Anthrax, Megadeath, Exodus, Overkill, Kreator, Destruction, Sodom, Testament, Nuclear Assault, Death Angel, Pantera, Sepultura, Childen of Bodom
    Original Hardcore(1980-1986)
    ฮาร์ดคอร์ยุคแรกที่สานต่อการทำงานของพังก์ร็อค แต่เน้นความเร็วและแรงมากกว่าหลายเท่า
    Agnostic Front, DOA, The Exploited, Black Flag, Bad Brains, Misfits, GBH, Discharge, Dead Kennedys, Minor Threat
    Grindcore (1987-Present)
    อีกสายพันธุ์ที่เน้นการทำลายล้างประสาทด้วยเพลงสั้น หนัก ไว เครียด รก และ ก้าวร้าวสุดๆ
    Napalm Death, Carcass, Repulsion, Exhumed, Extreme Noise Terror, Cephalic, Carnage, Brutal Truth
    Grunge(1988-1993)
    เป็นฮาร์ดร็อคอีกสายพันธุ์หนึ่งที่กลายเป็นแฟชั่นแต่ก็เป็นเอกลักษณ์ของอเมริกา โดยเฉพาะซีแอตเติล
    Green River, Melvins, Soundgardend, Mudhoney, Nirvana, Alice in Chains, Mother Love Bone, Peal Jam, Stone Temple Pilots
    Metalcore(1985-Present)
    นำอิทธิพลจากฮาร์ดคอร์จากนิวยอร์คและแทรชเมทัลมาผสมผสานอย่างลงตัว จนได้รับความนิยมมาตลอด
    Corrsion of Conformity, Suicidal Tendenclas, DRI(Dirty Rotten Imbeciles), Machine Head, Stromtroopers of Death, Hatebreed, The Dillinger Escape Plan
    Norwegian Black Metal(1990-Present)
    แบล็กเมทัลสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และยังเป็นอิทธิพลในวงรุ่นหลังอีกมากมาย
    Mayhem, Darkthone, Immortal, Gorgoroth, Emperor, Satyricon, Enslaved, Dimmu Borgir, Cardle of Filth
    Intrustrail Metal(1988-Present)
    นำดนตรีเมทลยุค 80s มาผสมผสานกับดนตรีเทคนิคจนออกมาเป็นดนตรีที่เครียดและกดดันสุดๆ
    Ministry, White Zombie, Godfresh, Nine Inch Nails, Fear Factory, Marilyn Manson, Static-X
    Nu Metal(1994-Present)
    เมื่อดนตรีแร๊ป / ฮิปฮอป ถูกนำผมกับเมทัลยุคใหม่ จึงเต็มไปด้วยความทันสมัยถูกใจเด็กวัยรุ่นเป็นหลัก
    Biohazard, Korn, Limp Bizkit, Godsmack, Coal Chamer, System of a Down,Disturbed, kittie
    Swedish Death Metal(1990-Present)
    สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยซาวด์เดธ ที่ผสมผสานแธรชไว้มาก เน้นเมโลดี้เป็นหลัก
    Hard Alternative(1989-Present)
    เกิดในยุคกรั้นจ์รุ่งเรื่องแต่ด้วยความสามารถเฉพาะตัว จึงมีหลายวงท่อยู่รอดมาจนทุกวันนี้
    Faith No More, Jane's Addiction, Prong, Living Colour, The Smashing Pumpkins, Rage Against the Machine, Tool
    New Wave of American Metal(2000-Present)
    มีซาวด์ลูกผสมแบบเมทัลคอร์ แต่สื่ออิทธิพลดนตรีโอลด์สคูลมากกว่า จึงได้รับความนิยมอย่างกว้าขวาง
    Shadows Fall, Lamb of God, Darknes Hour, Chimaira, Killswitch Engage, Unearth, God Forbid

    PUNKS

    PUNKS...พังค์

    พังค์เกิดขึ้นจริงๆเมื่อยุค 1970' ในประเทศอังกฤษ
    และเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ทั้งสไตล์การแต่งตัว...ไปจนถึงดนตรี...
    พังค์...คือการรวมเอาความรุนแรง ความกลัว สิ่งที่ผิดและถูก สิ่งที่ไม่มีขอบเขตมารวมๆกัน
    การแต่งตัวสไตล์พังค์...จะเน้นถึงความไร้ขอบเขตและแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่รุนแรง

    ปัจจุบันสไตล์ของพังค์ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ที่เคยได้ยินมาก็มี Gothic Punk, Lolita Punk, Rock Punk, Street Punk, Fetish Punk, Old skool Punk...etc...
    แต่ที่ฮิตๆกันตอนนี้ก็คงเป็น Gothic Punk + Lolita Punk

    Gothic Punk เป็นการรวมกันระหว่างความเป็นGothicกับพังค์ ซึ่งGothicเป็นแฟชั่นสมัยยุคมืดของยุโรปโบราณ เน้นความลึกลับ และความตาย เป็นหลัก สีที่ใช้ก็จะเน้นสีดำซึ่งหมายถึงความตาย แต่เมื่อเอามารวมกับแฟชั่นพังค์แล้ว จะเน้นไปทางความรู้สึกลึกลับและรุนแรงมากกว่า เสื้อผ้าก็จะเน้นไปทางสีดำ+ขาว+แดง

    Gothic + Lolita

    Lolita Punk เป็นแนวน่ารัก สวยแบบเด็กสาว เหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย เป็นการรวมกันระหว่างแฟชั่นLolitaซึ่งจะเน้นแต่งกายแบบพวกชั้นสูง คล้ายกับอยู่ในโลกของจินตนาการ พวกกระโปรงบานๆประกอบด้วยลูกไม้หวานๆ เน้นสีสันน่ารักๆของโลลิต้า บวกกับความเป็นพังค์ที่จะออกแนวเท่ๆ เน้นหนักไปทางสีดำและขาว(+กระโปรงลายสก็อต)แล้วก็จะออกมาเป็นแนว Lolita Punk

    Gothic + Lolita


    นิยามของ Gothic

    Gothic / goth คำว่า Gothic เนี่ยไม่ค่อยจะดีนัก bizarre แปลก ประหลาดอะไรทำนองนั้น gothic มีความหมายหลายอย่าง หมายถึง movementของศิลปะ ที่เห็นได้ชัดคือ สถาปัตยกรรมแบบโกธิค โดยเฉพาะโบสถ์ หลังคาสูง ยอดแหลมๆ ในตอนนั้นเชื่อกันว่ายิ่งสร้างโบสถ์ได้สูงเท่าไหร่ ก้อจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากเท่านั้น ดังนั้นโบสถ์แบบโกธิคจะสูงมากๆ ที่ฝรั่งเศสมีโบสถ์แบบนี้เยอะ เช่น Notre Dame ที่เรารู้จักกันดีในหนังการ์ตุนของwalts Disney คนคร่อมแห่งnotre Dameอะ นอกจากนี้ยังมีในอีกหลายๆประเทศในยุโรป ศิลปะแบบโกธิคมีหลายยุค ที่perfectที่สุดเรียกว่า high gothic ..ถ้าจะให้เข้าใจความหมายของคำว่าgothicมากขึ้น ให้ลองคิดถึงอะไรที่มืดๆ ความน่ากลัว ความหนาว สุสาน อะไรเงี้ย ถ้าเคยดูเรื่อง Adam's family, nightmare before Christmas, corpse bride, sleeping hollow อะใช่เลย หรือมิวสิควีดีโอของ Evanescence หรือเพลง Helenaของ My Chemical Romanceถ้าเคยดุจะเข้าใจgothic มากขึ้น ส่วนแฟชั่นแนวgothic เราว่าสีหลักๆคือ แน่นอนต้องเป็นสีดำ เป็นชุดยาวๆอะไรประมานนั้น แต่งหน้าแบบใช้ eyeshadowหรือ eyeliner หนักๆ เราว่าแฟชั่นแบบgothic ไม่ค่อยพบได้บ่อยนั้น ไม่ใช่mainsteam

    Gothic Lolita แบบต่างๆ

    วันนี้จะมาว่าด้วยเรื่องของ Gothic Lolita ประเภทต่างๆ เริ่มด้วย

     

    CLASSIC LOLITA
    บางทีจะเรียกว่า Country Lolita นะครับ แบบ Classic Lolita นี้ส่วนมากจะใช้ผ้าลายดอกไม้หวานๆ ดูโบราณนิดๆ ลายแบบพวกผ้าปูเตียง วอลล์เปเปอร์ อะไรงี้อะครับ สีก็จะไปทาง earthtone อย่างสีน้ำตาล แดงเข้ม เขียวขี้ม้า ชมพูอมส้ม กับนิยมหมวกที่เรียกว่า Bonnet แต่งออกมาแล้วจะดูคล้ายๆ กับตุ๊กตากระเบื้อง ดูเรียบๆ น่ารัก เหมือนชุดผู้หญิงชาวบ้านสมัยก่อนน่ะครับ เช่นยี่ห้อ Victorian Maiden กับ Mary Magdalene

    ELEGANT GOTHIC LOLITA
    Lolita แบบนี้ส่วนมากจะนิยมเอามาแต่งคอสเพลย์กัน เพราะ (ผมคิดเอาเองนะ) ว่ามันดูโดดเด่นกว่าแบบอื่นๆ EGL จะเน้นสีขาว-ดำ ส่วนมากจะใช้ผ้าสีดำกับลูกไม้สีขาว มีทั้งความรู้สึกน่ารักแบบเด็กๆ และความรู้สึกหรูหราอลังการ ผ้าที่ไม่ใช่สีดำก็มีนะครับ แต่จะยังอยู่ในโทนสีมืดๆ ทึมๆ อย่างสีแดงเข้ม สีเทา ผ้าลายก็มีบ้าง เป็นลายพื้นๆ อย่างลายสก๊อตสีน้ำตาล สีเทา แต่ที่สำคัญต้องมีลูกไม้ ริบบิ้นประดับเยอะๆ แบรนด์ที่เป็นแนวนี้ก็อย่างเช่น Marble กับ Visible

    ELEGANT GOTHIC ARISTOCRAT
    แบบนี้ผมว่ามันออกแนว Gothic มากกว่า Lolita นะ EGA จะดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าแบบอื่นๆ ไม่ค่อยน่ารักเท่าไร ส่วนมากจะเป็นสีดำ อาจจะใช้สีขาวด้วยเล็กน้อย เสื้อผ้าไม่มีรายละเอียดหรือของตกแต่งมากเท่า EGL เป็นแบบเรียบๆ ไม่มีลูกไม้หรือริบบิ้น แต่จะเด่นที่ pattern มากกว่า เสื้อผ้าแนวนี้จะค่อนข้างมิดชิด ทั้งเสื้อทั้งกางเกงจะยาวหมด แต่งแล้วออกแนวแวมไพร์หน่อยๆ (เหอะๆ) ที่เห็นชัดๆ ก็ Mana วง Malice Mizer แล้วก็แบรนด์ของเฮียเค้า ชื่อว่า Moi Meme Moitie

    SWEET LOLITA
    ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าต้องหวาน เสื้อผ้าแบบ Sweet Lolita นี้ก็จะใช้สี pastel เป็นส่วนมาก เช่นสีชมพู สีขาว สีฟ้า ลูกไม้กับริบบิ้นน่ารักๆ ก็ต้องมีเยอะๆ เช่นกัน จะคล้ายๆ กับแบบ EGL แต่สีคนละแบบน่ะครับ ของใช้อย่างอื่นก็ต้องเป็นแบบน่ารักๆ ด้วย อย่างหมวกฟางติดดอกไม้สีชมพู กระเป๋ารูปตุ๊กตา (ส่วนมากนิยมกระต่ายสีขาว) เสื้อผ้าประเภทนี้ก็ได้แก่ Angelic Pretty กับ Baby, The Stars Shine Bright (เคียวโกะจังในหนัง Kamikaze Girls ก็ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อนี้ด้วย)

    GOTHIC PUNK
    Gothic Punk ส่วนมากจะใช้สีแดง กับสีดำ ครับ ไม่ค่อยมีระบายลูกไม้ คล้ายกับแบบ EGA แต่เป็นการผสมผสานกับแนว Punk ผ้าที่ใช้นิยมแบบไม่มีลาย อย่างผ้าสีพื้นดำ-แดง บางทีจะแทรกสีขาวเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความโดดเด่น ไม่ก็เป็นเสื้อตัวบนสีขาวไปเลย แบรนด์ที่ทำเสื้อผ้าแบบนี้ก็อย่างเช่น Black Peace Now กับ MA

    PUNK LOLITA
    คล้ายๆ กับ Gothic Punk แต่ดูน่ารักกว่าหน่อย ถ้า Gothic Punk เป็นแบบ EGA และ Punk ผสมกับ Punk Lolita ก็จะมาจากแบบ Sweet Lolita กับ Punk เสื้อผ้าแนวนี้จะนิยมผ้าลายสก๊อตสีแดง สีที่ใช้ส่วนมากเป็นแดง ดำ ขาว ใช้ลูกไม้ตกแต่งด้วย Lolita แนวนี้จะค่อนข้างเน้นพวกเครื่องประดับ prop ต่างๆ เช่น เข็มกลัด โซ่ และ Corset ยี่ห้อที่มีขายเช่น A+Lidel และ Putumayo (แต่อันหลังนี้มีทั้ง EGL, Gothic Punk แล้วก็ Punk Lolita)

    NEOGOTHIC
    เป็นแบบที่ดูค่อนข้างทันสมัยมากกว่าแบบอื่นๆ แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด มีทั้งแบบเรียบๆ (แนวยุคอวกาศ อะไรงี้อ่ะครับ) นิยมใช้สีดำ แต่จะจับคู่กับสีแปลกๆ อย่างเช่นสีเขียวสะท้อนแสง สีเงิน แบบที่ 2 ก็คือแบบที่ดูมีรายละเอียดมาก ผมใช้คำว่าดูมีรายละเอียดมากนะครับ เพราะแบบหลังนี่จะเป็นพวก ผ้าขาดๆ ยับๆ ชายผ้าลุ่ยๆ สำหรับผมแล้วมันดูเหมือนมีรายละเอียดเยอะแยะไปหมดเลยนะ เสื้อผ้าแนวนี้ก็ได้แก่ Fotus กับ Dark Red Rum ใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายครับ แต่ผู้ชายจะนิยมแนวนี้มากกว่า

    DANDY GOTHIC & KODONA
    เป็น Gothic Lolita สำหรับผู้ชายครับ บางทีคำภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Prince Style ผมจะพูดรวมๆ ทั้ง 2 แบบเลยละกัน ความจริงแล้วผู้ชายจะใส่แบบ EGA ก็ได้ แต่แบบนี้จะดูน่ารักกว่า ชุดก็ออกแนวโบราณๆ หน่อย แต่ดูแล้วให้ความรู้สึกหรูหรานะครับ ถ้าเป็น Kodona ก็จะดูหรูน้อยกว่าหน่อย เหมือนชุดเด็กผู้ชายสมัยวิกตอเรียนั่นแหละครับ ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับแบบนี้อ่ะ เพราะผู้ชายส่วนมากไม่นิยมแต่ง Gothic Lolita กัน เลยไม่รู้จะเอาตัวอย่างมาจากไหน ในการ์ตูนก็มีโลกิจากเรื่อง Mythical Detective Loki

    WA-LOLI
    อันนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่ามันย่อมาจากอะไร แต่ Lolita แบบนี้ก็คือการเอาแฟชั่น Gothic Lolita รวมเข้ากับชุดญี่ปุ่น อะไรประมาณนี้นะครับ ส่วนมากจะเป็นชุดยูคาตะแบบ Lolita ติดลูกไม้อะไรพวกนี้เข้าไป ไม่ก็เป็นกิโมโนแบบสั้นหน่อย นิยมแต่งไปงานคอสเพลย์ครับ ไม่ค่อยมีคนทำชุดแบบนี้ขาย แต่ช่วงนี้ที่เห็นก็มี Soraumiberry กับ Despair

    QI-LOLI
    เป็นการแต่งแบบจีนโดยการผสมผสานระหว่างชุดกี่เพ้า และเครื่องประดับแบบจีน มารวมเข้ากับ Gothic Lolita ค่อนข้างหาชมยาก ดูแล้วออกไปทางcosplayครับ

     

    __________________________________________
    พอแค่นี้ก่อนละกัน คราวหน้าผมจะมาเขียนต่อนะครับ

    10 อันดับคำสาปของโลก

    อันดับ 10

    เพชรโฮป (Hope Diamond) เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป!
    และก็จริงตามคําสาปครับ นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ พระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮนรีย์ ฟิลิป โฮป (เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ ล้วนประสบกับอัปมงคลจนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระผมลของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน
    ในที่สุด ทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทนครับ

    อันดับ 9

    วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา, โปรตุเกส วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย!
    ตํานานวัดระบุว่า ครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธิครับ ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง

    อันดับ 8

    ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์ ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป-หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบทแม็คเบ็ธ
    ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที
    และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา

    อันดับ 7

    คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์, สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุร! กล่าวกันว่าเขา ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว
    ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอด เขาแห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า ปล่องไฟปีศาจ และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วย
    ปล่องไฟปีศาจ ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลยครับ ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!

    อันดับ 6

    คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์, สหรัฐฯ แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและผี โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการ จัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์
    ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ครับ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ (ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร)
    ไม่เชื่อก็เดินทางร่วมทัวร์ไปพิสูจน์ได้

    อันดับ 5

    คําสาปของตุตันคาเมน, อียิปต์ เรื่องนี้เราคงเคยได้ฟังกันมาแล้ว จึงขอผ่านนะครับ สรุปสั้นๆแค่ว่า ทั้ง โฮวาร์ด คาร์เตอร์, ลอร์ด คาร์นาวอน และผู้มีส่วนรบกวนสุสานของฟาโรห์องค์ นี้ ล้วนมีอันล้มหายตายจากก่อนวัย อันควรทั้งนั้น

    อันดับ 4

    อีกา แห่งป้อมปราสาท ลอนดอน (Tower of London) ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูก ใช้เป็นที่คุมขังและ ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่ง อังกฤษ!
    เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วยนะครับ ไม่ใช่ เรื่องเลื่อนลอยแต่ อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็น เรื่องจริงจังอ ย่างเคร่งครัด
    เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน

    อันดับ 3

    คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น
    นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100 แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมันครับ

    อันดับ 2

    คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813
    ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ลิน-คอล์น (1860) การ์ฟิลด์ (1880) แม็คคินลีย์ (1900) ฮาร์ดิ้ง (1920) รูสเวลท์ (1940) เคนเนดี้ (1960)
    เพิ่งมีรอดรายเดียวคือ ปธน. เรแกน (1980) แต่ท่านก็ถูกมือปืนชื่อ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ยิงบาดเจ็บสาหัสในปี 1981 นัยว่าปืนที่ใช้นั้นไร้ประสิทธิภาพ ท่านจึงรอดพ้น อาถรรพณ์มาได้อย่างหวุดหวิด

    อันดับ 1

    คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden) นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลยครับ โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม-มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่นายงูตัวแสบซิครับ มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องซิครับ
    โดยนายงูจอมแสบ โดนสาปให้ไปไหนมาไหน ด้วยการ ใช้ท้องไถไป อีฟโดนสาปให้คลอดลูก ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ส่วนอาดัมต้องทํางานหา เลี้ยงท้องอย่าง เหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิต ซึ่งคําสาปมหากาฬนี้ก็ตกทอดมาถึงพวกเราทุกคนกระทั่งทุกวันนี้

    ตำนาน Vampire กับ Rabies virus เกี่ยวกันยังไง

    Rabies virus นั้นเป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA แต่เป็น minus stranded จัดอยู่ใน order Mononegavirales (Family Rhabdovirus ) มีไวรัสที่ร้ายแรงหลายชนิดคับที่จัดอยู่ใน order นี้ ยกตัวอย่างเช่น Ebola virus อันนี้ทุกคนคงรู้จักดีใช่ไหมครับ Ebola ทำให้เกิด haemorrhage (เลือดออกตามทวารต่างๆ ของร่างกาย) และเป็นอันตรายถึงตายอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์พึ่งค้นพบได้ไม่นานคับว่า พาหะของ Ebola virus ก็คือ ค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ระบาด และคนในท้องถิ่นของแอฟริกา นิยมกินค้างคาวเป็นอาหาร นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไวรัสสามารถ infect เข้ามาในคน และเนื่องจากคนไม่ใช่พาหะ คือไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ well adapted สำหรับ Ebola ดังนั้น เมื่อไวรัสข้ามมายังคน ก็ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างรวดเร็ว (การข้ามจากสัตว์มาสู่คน เราเรียกว่า zoonosis)

    มีทฤษฏีว่าตำนานแวมไพร์ผีดูดเลือด อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากผู้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า ตำนานแวมไพร์นั้นถือกำเนิดในยุโรปตะวันออก ซึ่งเป้นที่ที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าครั้งใหญ่ในปี 1720 โรคพิษสุนัขบ้า ติดต่อกันผ่านทางการ"กัด" ซึ่งตรงกับตำนานแวมไพร์ที่เมื่อแวมไพรกัดเหยื่อ เหยื่อที่โดนกัดก็จะเป็นแวมไพร์ไปด้วยหนำซ้ำผู้ติดเชื้อจะมีพฤติกรรมผิดปกติ อย่างเช่นคนไข้รายนึงซึ่งมีอาการ"wandering lunatic" พาหะของไวรัสพิษสุนัขบ้านี้ก็คือสุนัข หมาป่า และค้างคาว ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในตำนานแวมไพร์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาป่า ตำนานว่ามนุษย์หมาป่านั้นเกิดจากคนที่ถูกหมาป่าปีศาจกัด) ไวรัสพิษสุนัขบ้านั้นส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ควบคุมความก้าวร้าวและทางเพศ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอารมณ์ก้าวร้าวและมีอารมณ์ทางเพศรุนแรง หนำซ้ำยังส่งผลต่อสมองส่วน"ไฮโปทาลามัส"ซึ่งควบคุมการนอนหลับ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีปัญหาเรื่องการนอน และมักจะตื่นขึ้นมากลางดึก
    คนไข้บางคนมีพฤติกรรมเกลียดแสงจ้าๆ เช่นกระจกเงา ของที่สะท้อนแสง รวมถึงแสงแดดแรงๆ เกลียดกลิ่นแรงๆ เช่นกลิ่นกระเทียม(ซึ่งตามตำนานก็เป็นสิ่งที่แวมไพร์เกลียดเช่นกัน) คนไข้บางรายอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากผู้ติดเชื้อจะกลัวน้ำ(ตามตำนาน แวมไพร์ก็ไม่ชอบน้ำเช่นกัน) ทำให้ไม่อาจกลืนน้ำลายได้ ส่งผลให้ลำคออักเสบมีเลือด และเลือดไหลออกมาทางมุมปากดูน่ากลัวเหมือนแวมไพร์เข้าไปใหญ่ ในตำนาน แวมไพร์จะทำให้คนอื่นกลายเป้นแวมไพร์ด้วยการกัด ข่วน หรือร่วมรัก ซึ่งตรงกับการติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า ที่ติดต่อผ่านทางการ กัด ข่วน หรือการร่วมรักเช่นเดียวกัน หนำซ้ำ ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการกล้ามเนื้อใบหน้าเกร็ง ทำให้ริมฝีปากแสยะออกจนเห็นเขี้ยวชัดเจน เหมือนเขี้ยวแวมไพร์ไม่มีผิด คุณหมอผู้เสนอทฤษฏีนี้ได้ทำการหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าในยุโรปตะวันออกในสมัยก่อน จากการตรวจสอบบันทึกโบราณหลายเล่ม เขาพบบันทึกหลายฉบับที่เขียนถึงอาการของสุนัขและสัตว์อื่นๆที่ตรงกับอาการของพิษสุนัขบ้า ซึ่งพบในบันทึกปี 1720 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับมีบันทึกการพบเห็น"แวมไพร์" อนึ่ง คุณหมอท่านนี้เดิมไม่เคยสนใจเรื่องแวมไพร์มาก่อน แต่หลังจากได้ดูหนังเกี่ยวกับแวมไพร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งสะกิดใจว่าแวมไพร์ในเรื่องมีอาการคล้ายกับคนไข้พิษสุนัขบ้าที่ตนดูแลอยู่ จึงปิ๊งทฤษฏีนี้ขึ้นมา

    เครดิต

    http://www.personalmd.com/news/a1998092105.shtml

    เปิดตำนานแวมไพร์

    จุดเริ่มแรกของแวมไพร์ขนานแท้และดั้งเดิม เกิดขึ้นเมื่อกว่าหกพันปีก่อนในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอิรัก
    สี่พันปีก่อนคริสตกาล ดินแดนนั้นคือ เมสโสโปเตเมีย ที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส แหล่งอารยธรรมโบราณยุคแรกเริ่ม ตำนานต่างๆ ก่อเกิดขึ้นที่นี่ และแพร่กระจายออกสู่โลกภายนอก นำมาซึ่งมหากาพย์, ตำนาน, เทพนิยาย, กฎหมาย, การเริ่มมีอักขระ, พยัญชนะ, การเขียนหนังสือ, ความก้าวหน้าทางเกษตรกรรม, คณิตศาสตร์, เรขาคณิต, การถลุงโลหะ...และความเชื่อในเรื่องผีดิบ!


    ชนชาติแรกที่มาตั้งอาณาจักรในดินแดนนี้คือ พวกสูเมอร์ และวัฒนธรรมของชาวสุเมเรียนก็รุ่งโรจน์เหลือเกิน พวกเขาค้นพบระบบคณิตศาสตร์ ใช้เลขฐาน 60 และสามารถใช้คณิตศาสตร์สร้างรูปสามมิติ สร้างปราสาทราชวังอลังการ คณิตศาสตร์และเรขาคณิตทำให้คนเรามีความคิดเป็นระบบ ระเบียบ ซึ่งแสดงว่าชาวสุเมเรียนเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีเหตุผล ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานว่าคนพวกนี้กลัวผีขนาดหนักด้วย สิ่งที่พิสูจน์ว่าชาวสุเมเรียนชื่อเรื่องผีและกลัวผีขึ้นสมองก็คือ พวกเขามีคาถากันผีเป็นมาตรการป้องกันเพทภัย ภิกษุและภิกขุณีของสุเมเรียนต้องเรียนรู้และฝึกฝนวิชาปราบผีดิบ ทั้งผีดูดเลือดและภูตผีปีศาจทั้งหลายแหล่ เพราะชาวบ้านเดือดร้อนเหลือเกิน ต้องการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ทำนองเดียวกับสมัยนี้ต้องมีตำรวจไว้ปราบผู้ร้ายนั่นแหละครับ
    ผีของชาวสุเมเรียนมีหลายประเภท ซึ่งได้แก่ อิ๊กอิมมู, อูรุกู, ลิลิธ และภูตร้ายเจ็ดตน! อิ๊กอิมมู เป็นผีที่คนไทยเรียกว่า ผีตายโหง คือตายอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ, ถูกฆ่า, หรือฆ่าตัวตาย รวมความว่าตายอย่างสยดสยองน่ากลัว ศพถูกทิ้งหรือซ่อนไว้ ไม่ให้ทำพิธีศพอย่างถูกต้องตามประเพณี วิญญาณเลยอาฆาตพยาบาท ชอบเข้าสิงคนอ่อนแอ ให้ญาติๆ ต้องทำพิธีไล่ผีกันบ่อยๆ อูรูกู เป็นผีที่เรารู้ว่ามันมีอยู่เพราะได้หลักฐานจากศิลาจารึก อักษรลิ่ม หรืออักษรคูนิฟอร์ม สลักว่า "อูรูกู เป็นแวมไพร์ซึ่งจู่โจมทำร้ายมนุษย์" โปรดสังเกต ชาวสุเมเรียนใช้คำว่า "แวมไพร์" เป็นครั้งแรกของโลกก็ตรงนี้เอง!


    ผีลิลิธ เป็นผีสาว ชาวสุเมเรียน เรียกว่า "หญิงสาวแห่งความมืด" เธอจะมาลักหลับพวกผู้ชาย ดูดพลังจากพวกหนุ่มๆ ในยามราตรี ได้ข่าวว่าเธอเซ็กซ์จัดจริงๆ เอ้า!
    ส่วนภูตร้ายเจ็ดตนเป็นผีที่ชาวสุเมเรียนกลัวที่สุด จนต้องแต่งคาถาไล่ผีเป็นบทสวดไว้ว่า "ผีร้ายที่ไม่รู้จักละอาย มันมีกันอยู่เจ็ดตน! มันไม่แคร์ใคร ไม่รู้จักความเมตตาปรานี มันคอยทำลายมนุษยชาติ มันทำให้มนุษย์เลือดสาดเหมือนสายฝน มันสวาปามเนื้อสดๆ ของคน และดูดเลือดจากเส้นโลหิต ในที่ซึ่งมีรูปเคารพของปวงเทพมันจะสั่นสะท้าน มันเป็นผีที่โหดเหี้ยม ดื่มกลืนเลือดไม่รู้อิ่ม! มาเถิดเรามา...มาทำพิธีปลุกพลังเพื่อหยุดยั้งมันกันเถอะ มันจะได้ไม่กลับมายุ่มย่ามแถวนี้อีก!" คาถาเขียนไว้แบบนี้จริงๆ ครับ บอกไว้โต้งๆ เลยว่ามันเป็นผีดูดเลือด และกลัวเทพเจ้า สถานที่ใดมีรูปปั้น รูปสลัก แท่นบูชาเทพเจ้าล่ะก็มันจะไม่กล้าเข้าไป
    เชื่อกันมาจนทุกวันนี้ว่า แวมไพร์ไม่กล้าเข้าใกล้โบสถ์!


    เราพูดถึงกำเนิดแวมไพร์ว่ามีจุดเริ่มแรกในดินแดนเมโสโปเตเมีย แหล่งอารยธรรมโบราณ ที่ปัจจุบันคือประเทศอิรัก ซึ่งเมื่อ 6,000 ปีก่อนนั้น มนุษย์พวกแรกที่ไปสร้างอาณาจักรยิ่งใหญ่คือชาวสุเมเรียน ชาวเผ่าที่ปราดเปรื่องแต่กลัวผีขนาดหนักและพวกเขาได้สลักอักษรลิ่ม หรืออักษร "คูนิฟอร์ม" ลงแผ่นศิลาจารึกเป็นคาถาไล่ผี มีคำว่า "แวมไพร์" ปรากฏอยู่ด้วย
    ในขณะนั้นเอง ไกลออกไป 1,500 ไมล์ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียปัจจุบัน ก็มีแหล่งอารยธรรมสูงส่งเกิดใหม่เกือบพร้อมกัน บริเวณนั้นเราเรียกว่า ที่ราบลุ่มแม่น้ำอินดัส
    แม้จะดูเหมือนว่าอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เกิดก่อนอารยธรรมอินดัสราว 200-300 ปี แต่ก็มีหลักฐานว่าทั้งสองแหล่งนี้มีการติดต่อถึงกันได้ และแน่นอนที่สุดความเชื่อเรื่องแวมไพร์ก็แพร่หลายถึงกันด้วย


    อันที่จริงชาวอินดัสมีตำนานผีดูดเลือดของตนเองมานานแล้ว เพราะดูจากแนวความเชื่อในลัทธิศาสนา ชาวอินดัสมีเทพเจ้าที่ดื่มเลือดสดๆ ของมนุษย์ปรากฏเป็นหลักฐานรูปวาดและรูปสลัก เป็นรูปน่าเกลียดน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตสยดสยอง มีใบหน้าเขียวอื๋อ แยกเขี้ยวแหลมยาวคมกริบ
    เชื่อกันว่าสิ่งนี้คือเทพแวมไพร์ตนแรกของโลก! ความเชื่อนี้ขยายไปสู่ดินแดนใกล้เคียง อย่างเช่น เทพเนปาลิส ลอร์ดออฟเดธ มีเขี้ยวแหลม ถือหัวกะโหลกที่มีเลือดสดๆ เต็มเปี่ยม ประทับยืนอยู่บนกองกะโหลกมนุษย์ เทพองค์ต่อมาที่มีลักษณะเป็นแวมไพร์คือ เทพแห่งมรณะของทิเบต ลักษณะคล้ายเทพของดินดัส คือ พักตร์เขียว เขี้ยวยาว ดื่มเลือดมนุษย์เป็นกระยาหาร
    เทพที่ทันสมัยขึ้นมาคือ "กาลี" เทวีของพวกลัทธิทักกี-ลัทธิกระหายเลือดที่แฝงตัวอยู่ในสังคมของอินเดีย หลอกจับนักเดินทางไปฆ่าเอาเลือดบูชายัญ ไม่เลือดเด็กเลือกแก่ อังกฤษพยายามปราบปรามแต่ไม่สำเร็จ


    ในทิเบตยังมีตำนานแวมไพร์ 58 ตนที่ดุร้าย และออกตามล่ากินเหยื่อ ขณะที่อินเดียมีผีดูดเลือดที่เรียกกันว่า "เวตาล"
    สำหรับดินแดนของจีนก็มีแวมไพร์ที่เรียกว่า ผีเซียงซี เป็นผีตายโหงที่วิญญาณไม่สงบสุข อาฆาตพยาบาท ออกหากินตอนกลางคืน จับเหยื่อกินสดๆ มันกลัวกระเทียมเหมือนแดร็กคูล่าและผีดูดเลือดทั่วๆ ไป


    ความเชื่อจากจีนแพร่ต่อมายังญี่ปุ่น ซึ่งมีผีดูดเลือดตามสไตล์ตัวเอง ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ "กัปปะ" เป็นผีที่อยู่ในน้ำ ชอบดึงเหยื่อลงไปดูดเลือดกิน
    ในทวีปออสเตรเลียนั้น ชนเผ่าอะบอริจิ้นเชื่อเรื่องผีดิบดูดเลือด "ยารา-มา-ยฮา-ฮู" ตัวเตี้ยสั้น อาศัยตามต้นฟิก ชอบโจนลงมาจากต้นไม้ตะปบดูดเลือดคน
    สปีชี่ส์พิเศษสุดของแวมไพร์ ต้องมาดูในแอฟริกา เราเรียกมันว่า "โอบายิโฟ" ซึ่งไม่ใช่ผีของคนตาย แต่เป็นผีแม่มด ลักษณะกึ่งปีศาจ สามารถถอดกายออกจากร่างเพื่อล่าเหยื่อ เหมือนกระสือของไทยเรา และเลือดที่มันแอบดูดจากคนนอนหลับก็ไม่ใช่อาหาร แต่เป็นยาบำรุงพลังอำนาจ เพราะเลือดมนุษย์หมายถึงพลังชีวิต
    นักเขียนนวนิยายหรือภาพยนตร์ชอบใช้ แอฟริกา-อียิปต์เป็นต้นกำเนิดแวมไพร์ ตัวอย่างที่โด่งดังคือเรื่อง "ควีน ออฟ แดมด์" ของ แอนน์ ไรซ์ ซึ่งเป็นเรื่องนางพญาที่เป็นแม่มดแวมไพร์ มีพลังอำนาจแรงกล้า


    ตำนานจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ไม่มีที่ใดในโลกนี้เหมาะจะเป็นบ้านของแวมไพร์เท่ากับในยุโรป ที่ซึ่งมีผีดูดเลือดเกลื่อนกล่นไปหมด จนดูไม่ออกว่าเมืองไหนกันแน่ที่เป็นจุดกำเนิดของแวมไพร์ฝรั่ง แต่สันนิษฐานว่าจะเป็นที่กรีซ-แหล่งอารยธรรมโบราณที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป มหากาพย์ของกรีซมีเรื่องราวอภินิหาร มหัศจรรย์ มากมาย หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องแวมไพร์ที่เก่าแก่ นางคือ "ลาเมีย" ราชินีแห่งลิเบีย ที่ทรงสิริโสมงดงามจนเทพซุสแอบหนีเฮร่า ราชินีแห่งสวรรค์ลงมาร่วมอภิรมย์กับนาง มีโอรสธิดาหลายองค์ พอมเหสีขี้หึงเฮร่ารู้เข้าเท่านั้นแหละ เฮร่าก็พรากลูกๆ ของลาเมียไปจากนาง...ฝ่ายลาเมียก็เจ็บแค้นแสนสาหัส และสาบานจะแก้แค้นโดยมาลงเอากับมนุษย์เรานี่แหละ นางตระเวนดูดกินเลือดลูกๆ ของมนุษย์ทั่วโลก และในที่สุด ราชินีลาเมียแสนงามก็กลายสภาพเป็นงูร้ายมีเกล็ด!

    ผีดูดเลือดของกรีซยังมีอีกประเภท ที่เรียกว่า "วไรโคลากัส" มันชอบเรียกชื่อคนยามวิกาล หากใครขานรับ หรือเปิดประตูดูว่าใครมาเรียก มีหวังโดนมันดูดเลือด กลายเป็นแวมไพร์ไปกับมันด้วย วิธีฆ่าผีดูดเลือด วไรโคลากัส ก็คือวิธีที่เราเห็นในหนังฝรั่งทั่วไป ด้วยการเอาลิ่มไม้ตอกหัวใจ ตัดหัว แล้วเอาหัวมันวางไว้ตรงปลายเท้าที่มันนอน เท่านี้ผีก็เอื้อมไม่ถึง...ไม่สามารถหยิบหัวมาต่อกับร่างได้ ถ้าหัวขาดมันก็มองอะไรไม่เห็น ไม่มีปัญญาลุกไปอาละวาดที่ไหน ว่ากันว่า ผีดิบยุโรป คือคนที่ศพไม่ได่ถูกฝัง หรือทำพิธีตามประเพณี หรืออาจถูกคว่ำบาตร ไล่ออกจากการเป็นคริสตศาสนิกชน ถ้าจะให้วิญญาณไปสู่สุคติ บาทหลวงต้องมาสวด ทำพิธีอโหสิให้
    ตลอดเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ มักเป็นเรื่องราวที่มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ และชวนสยองแก่ผู้คนทั้งหลายทั่วโลก
    ภูตผีปีศาจ, มนุษย์หมาป่า, เสือสมิง, นางเงือก, สัตว์ประหลาดและแวมไพร์ผีดูดเลือด เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวนิยายขายดี ละครทีวี และภาพยนตร์สยองขวัญ หลายคนไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง ทั้งผีดูดเลือด, มนุษย์หมาป่า, แม่มด, นางฟ้า...แต่อีกหลายคนเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่ตำนาน หรือนิทานเล่าสู่กันฟังสนุกๆ เท่านั้น
    บางทีความรู้สึกสยดสยองจนขนหัวลุก อาจจะเกิดจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของคนเรา ที่กลัวสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็น เรากลัวสิ่งที่เรายังไม่รู้จักมันอย่างถ่องแท้ เมื่อไม่รู้ว่า มันคืออะไร เราก็กลัว และเมื่อกลัว เราก็จะทำลายมันซะ! เรากลัวสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด กลัวผี กลัวแวมไพร์

    แวมไพร์เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ คนโบราณทั่วโลกทั้งเกลียดทั้งกลัวมัน แต่ทุกวันนี้ก็มีวัยรุ่นและหนุ่มสาวไม่น้อยที่อยากเป็นแวมไพร์ โดยพยายามทำพฤติกรรมเลียนแบบแวมไพร์ หรือแม้แต่คิดว่าตัวเองเป็นจริงๆ นั่นคือ ด้วยการนอนเวลากลางวัน ตื่นเวลากลางคืน แต่งตัวสีดำหรูหราคล้ายๆ สไตล์โบฮีเมียม เสริมเขี้ยว และอาจจับคู่กันเพื่อเจาะเลือดจากต่างฝ่ายมาดูดกินพอเป็นพิธี ที่ทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าเท่ แวมไพร์เป็นขบถสังคมที่หวาน เศร้าและโรแมนติกมาก...ขณะเดียวกันก็เร้นลับ และมีอำนาจคล้ายๆ แม่มดอยู่ไม่น้อย จริงๆ แล้ว แวมไพร์ที่โลกเกลียดกลัวมาเนิ่นนานนับพันๆ ปีนั้นมีลักษณะอย่างไรแน่? แวมไพร์ในตำนานโบราณ เป็นคนละเรื่องกับผีดูดเลือดที่เราเห็นในจอหนัง ค.ศ.1931 เบลา ลูโกซี่ พระเอกหนังสวมบทบาทเป็นท่านเคาน์แดร๊กคิวล่า คนโบราณเล่ากันว่า แวมไพร์มีหลายประเภท แค่แยกได้ชัดเจนเป็นสองประเภทคือ หนึ่ง ผีดิบแวมไพร์ที่เห็นเป็นตัวตน กับสอง แวมไพร์ที่มีพลังอำนาจเป็นท่านปีศาจ แวมไพร์ประเภทแรกนั้นเป็นผีดิบที่ฟื้นจากความตาย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นศพที่ตะกายขึ้นมาจากหลุม มันจึงไม่ได้ใส่เสื้อคลุมยาว หรือมีชุดแวมไพร์โก้หร่าน แต่มันอยู่ในผ้าห่อศพ ผิวหนังมันไม่ได้ซีดขาว แต่เป็นสีแดงแบบมีเลือดฝาด ด้วยเหตุนี้ มันจะกระเทือนความรู้สึกของนักล่าแวมไพร์มาก เมื่อตอกลิ่มลงไป เลือดจะพุ่งกระฉูดออกมาเหมือนก๊อกแตก!

    นักล่าแวมไพร์ผู้สันทัดกรณีแจ้งมาว่า ผีแวมไพร์จะเป็นศพที่อืดๆ คล้ายบวมน้ำ ผิวมีสีแดงๆ เหมือนหมูถูกน้ำร้อน ข้อสำคัญคือกลิ่นมันร้ายกาจมาก เล็บก็ยาวดำสกปรก ตาลุกวาวแดงก่ำ บางตนไม่มีเขี้ยวให้เห็นหรอก มันมีแต่ฟันที่คมกริบ ว่ากันว่า นักล่าแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริงน่ะ แค่เปิดโลงดูก็รู้แล้วว่าศพนี้ใช่แวมไพร์หรือไม่? แวมไพร์บางจำพวกเป็นผีที่ศพไม่ได้ลุกขึ้น แต่วิญญาณที่เชื่อมโยงกับศพจะออกไปล่าเหยื่อเอง มันจึงแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ เช่น ค้างคาวยักษ์ หรือไม่ก็ปลอมเป็นคนที่เหยื่อรู้จักมักจี่อย่างดี เพื่อจะได้หลอกออกมาดูดเลือดกินได้ง่ายๆ หลายต่อหลายครั้งเหยื่อมักจะจำได้ว่า คนที่มาพูดคุย หลอกจับไม้จับมือตนนั้น เป็นคนที่ตายไปแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดความโกลาหลกันทั้งหมู่บ้านเชียว ในสมัยนี้ คนทั่วโลกถูกผีอำกันบ่อยๆ และจะเล่าตรงกันว่าเป็นเงาดำๆมาทับร่างไว้ไม่ให้กระดิกกระเดี้ย แล้วมันก็จะดูดพลัง ดูดเลือดของเราไป

    มาเลเซียมีผี "ลางซุยร์" ที่เป็นแวมไพร์ลุกจากหลุมเกือบเป็นมนุษย์ ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดา คนในหมู่บ้านอาจนำตัวมันมารักษา และทำให้มันอยู่ร่วมกับคนเราได้เกือบเหมือนเดิม มีแวมไพร์อีกประเภทหนึ่งที่มีอำนาจจิตสะกดคนที่เป็นเหยื่อได้ เริ่มต้นจากการเป็นคนที่ชอบเล่นคุณไสย เมื่อตายไปมันจะเป็นวิญญาณที่มีอำนาจครอบงำเหนือจิตใจเหยื่อ ซึ่งเหยื่อจะถูกสะกดเหมือนโดนผีอำ แล้วผีจะสูบพลังจากรังสีออร่าที่แผ่ออกมารอบๆ ตัวมนุษย์ เรื่องราวแบบนี้ฟังดูคล้ายๆ "ปอบ" ของไทย แวมไพร์จะดูดพลังคนเป็นๆ และแวมไพร์พวกนี้มักจะเป็นคนแก่ ผอมแห้งไม่ค่อยสบาย ไม่แข็งแรง คนอื่นจะเห็นมันนอนแบ็บ เจ็บออดๆแอดๆ ความเจ็บปวดอ่อนแอนี้เองทำให้มันต้องไขว่คว้าพลังชีวิตจากคนอื่น ที่หนุ่มสาวกว่ามาประทังชีวิตตัวเอง ผีดูดเลือดแวมไพร์เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วโลก ในทุกประเทศ ทุกท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ กันไป การดูดเลือดอาจเป็นสัญลักษณ์แห่งการดูดพลังชีวิตคนอื่นมาเป็นของตนหลายคนไม่เชื่อ คิดว่ามันเป็นแค่นิยาย แต่หลายคนเชื่อว่ามันมีจริง มีบางสิ่งบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ในตำนานและเรื่องเล่า ที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาล สิ่งที่ซ่อนเร้นอาจเป็นโรคภัยบางอย่าง ที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมคล้ายแวมไพร์ หรือมันอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์จริงๆก็ได้ *****

    แวมไพร์ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย

    ตำนานแวมไพร์ที่มีมานานนับพันๆปีเรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็คงจะได้ แวมไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติเผ่าพันต่างๆทั่วโลกก็มีแวมไพร์ในฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย ที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก หนังและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อยมาจากยุโรปอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของแวมไพร์มาจากตะวันออกไกล กระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน ธิเบต อินเดีย เข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอเรเนี่ยน ตำนานนี้กระจายไปทั่วแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอนข่าน รวมไปถึงฮังการี และดินแดนที่เราคุ้นเคย ทรานซิลเวเนีย ปัจจุบันแวมไพร์ในความคิดของเรามักเป็นไปในแนวของผีดูดเลือด ผู้ที่ฟื้นจากความตาย ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้ คุณสมบัติของพวกนี้เป็นแวมไพรืของพวกยุโรป และในหนังผีดิบจริงๆแล้ว พวกแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ มาดูกันดีกว่า ว่าแวมไพร์แต่ละชนชาติเป็นอย่างไร

    Slavic vampire

    ชาวสลาฟ เป็นชาวที่ร่ำรวยเรื่องที่เกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนที่กินพื้นที่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แหล่งชุมนุมแวมไพรืที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ในเมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนที่เชื่องต่อระหว่าง ฮังการี กับประเทศโรมาเนีย แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือยาวสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟคือการจับเผาทั้งเป็น หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้จากโบสถ์ใส่พวกมันก็ย่อมได้ เนื่องจากโรมาเนียถูกล้อมไปด้วยชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางเชื้อสายสลาฟนิดๆภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้นจะเรียกแวมไพร์ว่า strigoi อาจจะหมายถึงนกฮูกแก่ๆหรือ ปิศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน strigoi ส่วนมากคือพวกใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อไปชุมนุมกันในคืนที่จันทรืเต็มดวง หรือไม่ก็เที่ยวออกตระเวนดูเลือดคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้น เหยื่อผู้เคาระร้ายมักจะเป็นคนในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านไกล้เคียง อย่างไรก็ตาม คนที่เกิดมาโดยมาสัญลักษณ์ของปิศาจ( มีหาง เขี้ยวงอก ขนรุงรัง) หรืออาจจะเป็นคนที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ หรือเสียชีวิตโดยไม่ได้ผ่านพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิ์จะเป็นแวมไพร์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั้นแหละแวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถมนั้นเวลาท้องมักจะกินเกลือเพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิ์เป็นแวมไพร์ชัวร์ๆก็คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา

    ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับแวมไพร์อย่างไกล้ชิด คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกันนั้นคือเรื่องของ มนุษย์หมาป่านั้นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดีจะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์จนสามารถกรายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้กระทั้งหมูก็ได้.....

    สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเรียกว่า Lycanthropy ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์ทีเดียว ว่ากันว่า แวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมา มันมีใบหน้าซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่ามีสมาชิกเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่ายังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้....

    ถ้าเป็นเด็กสามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว

    วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกนทุกคนกล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าแจคพอร์ตเป็นแวมไพร์ โลงนันจะมีไฟลุกพรึบและเสียงกรีดร้องโหยหวน......

    แวมไพร์

    ผู้หญิงที่มาเลเซีย เชื่อกันว่า เสียชีวิต ในขณะ หรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด

    ผีดูดเลือด หรือ แวมไพร์ (Vampire) เป็นมนุษย์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีพลังปิศาจ แม้ว่า ผีดูดเลือด จะอยู่ในร่างของมนุษย์ มันก็ไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ มันคือคนที่ตายไปแล้วและลุกขึ้นมาจากโลงมีชีวิตใหม่โดยดูดเลือดเป็นอาหาร สังคมแทบทุกสังคมรู้จัก ผีดูดเลือด ผีดูดเลือดปรากฎครั้งแรกในอาณาจักร บาบิโลเนีย ในหีบศพที่ถูกปิดมานานกว่า 4,000 ปี มีตำนานเกี่ยวกับผีดุดเลือดมากมายใน อินเดีย จีน กรีก โรมัน มาเลเซีย และไทย ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับผีดูดเลือดเช่นกัน

    ในประเทศมาเลเซีย เชื่อกันว่า ผู้หญิงที่เสียชีวิต ในขณะ หรือหลังคลอดลูก จะกลายเป็นผีดูดเลือด และลูกที่ตายพร้อมกันก็จะเป็นผีดูดเลือดด้วย ส่วนของไทยก็เห็นจะเป็น กระสือ หรือปอบ ที่เรารู้จักกัน ประเพณีโบราณมักมีวิธีป้องกันผีพวกนี้และบางประพณีก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ในแถบตะวันตก ผีดูดเลือด เป็นที่รู้จักกันในนามแวมไพร์ ปรากฏในอังกฤษครั้งแรก


    ศพถูกขุดขึ้นมาและพบว่า มีรอยเลือดอยู่ที่ปาก

    ในปี พ.ศ.2275 ตามบันทึกว่าเป็น แวมไพร์ ชาวเซอร์เบีย (Serbian : แคว้นในยูโกสลาเวีย) ที่กลับมาจากหน้าที่ทางทหารใน กรีก ด้วยท่าทีที่แปลกไป เขาผู้นั้น คือ อาร์โนลด์ เปาเล (Arnold Paole) เปาเล ยอมรับกับภรรยาในเวลาต่อมาว่า เขาโดน แวมไพร์ ดูดเลือดในขณะเดินทางและได้กลายเป็น แวมไพร์ ไปด้วย เปาเล ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่เพื่อนบ้านยังคงเห็นเขาวนเวียนอยู่ ศพของเขาถูกขุดขึ้นมาและพบว่า มีรอยเลือดอยู่ที่ปาก การที่จะพิสูจน์ว่า เป็น แวมไพร์ หรือไม่นั้น ทำได้โดยตอกหมุดไม้ลงไปที่หัวใจ ศพของ เปาเล ถูกพิสูจน์และด้วยความประหลาดใจ

    ขณะที่ตอกหมุดนั้นมีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย

    ในขณะที่ตอกหมุดนั้นมีเลือดทะลักออกมาและมีเสียงกรีดร้องตามมาด้วย ศพของ เปาเล ถูกเผาตามขั้นตอนของพิธีกรรมทางความเชื่อ หลายปีต่อมา ก็ยังมีกรณีของ แวมไพร์ ตัวอื่นอยู่ ซึ่งเชื่อว่า เป็นเหยื่อของ เปาเล จึงสรุปได้ว่า แวมไพร์ ถ่ายทอดได้โดยการถูกกัด

    บันทึกในปี พ.ศ.2306 ของนักเขียนชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฌอง จาก รูสโซ (Jean-Jacques Rousseau) กล่าวว่า ในปีนั้นมีพยานหลายคนทั้งที่เป็นแพทย์ นักบวชและพนักงานปกครอง ได้พบเห็น แวมไพร์ เรื่องราวได้เริ่มถูกนำไปแต่งเป็นวรรณกรรม จนกระทั่งในต้นพุทธศตวรรษที่ 24 แวมไพร์ ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีอยู่จริง มีทั้งสองเพศ แต่โดยมากจะเป็นเพศชาย มีเขี้ยวยาว ผิวซีดเซียว และมีดวงตาที่แข็งกร้าว มักออกหาเหยื่อในเวลากลางคืน และเหยื่อก็จะเป็นเพศตรงข้าม ป้องกันได้โดยใช้กระเทียม การเป็น แวมไพร์ นั้นเป็นไปโดยไม่ได้สมัครใจและก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับปิศาจหรือเวทมนตร์ แม่มดเท่าใดนัก แวมไพร์ มักเป็นคนบาปที่ดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย ผู้บริสุทธิ์ก็เป็น แวมไพร์ ได้โดยตกเป็นเหยื่อของพวกมัน

    แวมไพร์ มีจริงหรือ ?

           บุคคลที่มีความแตกต่างไปจากคนอื่นและมีการตายอย่างประหลาดนั้นมักถูกเชื่อว่า จะเป็นแวมไพร์ อย่าง แน่นอน บุคคลใดที่มีลักษณะคล้าย แวมไพร์ จะถูกกีดกันจากสังคมทันที การกำจัด แวมไพร์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องทำเฉพาะเวลากลางวัน ตอนที่มันไม่มีอำนาจเท่านั้น เชื่อว่าหลุมศพใดมีโพรงอยู่แสดงว่าศพในหลุมนั้นเป็น แวมไพร์ โดยความเชื่อของ ชาวโรมัน ให้เทน้ำเดือดลงไปในโพรงเพื่อกำจัด แวมไพร์ หรือกำจัดได้โดยวิธีเดียวกับที่ทำกับ แวมไพร์ เปาเล ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 นักเขียนชาว ไอริช เมื่อ บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ได้แต่งนิยายเรื่อง แดรกคูลา (Dracula) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำอีกคำหนึ่งที่แปลว่า ผีดูดเลือด แดรกคูลา เป็นลูกชายของ แดรกคูล (Dracul) กษัตริย์โรมันที่โหดร้าย ทารุณ แดรกคูล เป็นสมญานามที่แปลว่า ปิศาจ ซึ่งกษัตริย์ได้สมญานามมาจากการปกครองที่โหดร้าย กระหายเลือด และแดรกคูลา ก็แปลว่า ลูกชายของปิศาจ ในนิยาย แดรกคูลา เกิดในทรานซิลวาเนีย (Transylvania) และมีความโหดร้ายเช่นเดียวกับพระบิดา ทรงสร้างศัตรูมากมาย มีการตายอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบเห็นศพและไม่ได้ถูกฝังตามพิธี
     
           จนปัจจุบันเรื่องราวของ แวมไพร์ ก็ยังคงน่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวมีผู้คนที่เชื่อว่า แวมไพร์ มีจริง ยิ่งกว่านั้น ยังมีศูนย์วิจัยที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ แวมไพร์ ใน ยุโรป และ อเมริกาซึ่งก่อตั้งโดย ดร.สตีเฟ่น แคปแลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ค เท่านั้นยังไม่พอศูนย์วิจัยนี้ยังเคยมีงานวิจัยเผยแพร่ทาง Entertainment Tonight ในปี 1995 โดยผลวิจัยพบว่ามีผู้ที่เป็นแวมไพร์อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสถึง 36 คนด้วยกัน

    Dr. Stephen Kaplan ภาพของ Dr. Kaplan ซึ่งกำลังสาธิตวิธีการฆ่าแวมไพร์

    แวมไพร์อาละวาด


    แวมไพร์อาละวาด

    ที่จริงตอนนี้ไม่ต้องเกิดก็ได้มั้งเพราะในเน็ตก็มีข้อมูลนี้อยู่ตั้งเยอะ แค่ในเว็บนี้มีเป็นสิบๆ บทความที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เอาเป็นว่าเอาเรื่องจริงที่คนไม่รู้มาก่อนก็แล้วกัน
    คำว่าแวมไพร์ ที่หมายถึงผีดูดเลือดนั้นเริ่มปรากฏขึ้นในภาษาอังกฤษในปี ค.ศ.1732 หลังจากมีการแปลรายงานเรื่องผีดูดเลือดในเซอร์เบียจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ
    อันที่จริง ความเชื่อเรื่องผีดูดเลือดนั้นมีมานานนับพันปีแล้ว และมีความเชื่อกันในหลายประเทศทั่วโลก ผีดูดเลือดในแต่ละชาติจะแตกต่างกัน เช่นในประเทศจีนผีดูดเลือดจะเป็นปีสาจตาสีแดงลุกโชนเหมือนเปลวไฟและมีเส้นผมสีเขียวหรือสีชมพู ส่วนในกรีกจะปรากฏตามเทวตำนานในชื่อของลาเมียปีศาจร่างงูขนาดยักษ์บินได้แต่มีใบหน้าและอกเป็นผู้หญิงคอยออกล่ากินมนุษย์ ส่วนในประเทศญี่ปุ่นออกมาในรูปของสุนัขจิ้งจอก ของมาเลเซียออกมาในรูปแบบเหมือนผีกระสือชื่อปีนังที่เห็นแค่ตับไตไส้พุงคอยสะกดรอยล่าเหยื่อและแวมไพร์ที่โด่งดังมากที่สุดก็คือแดร็กคิวล่านั้นเองในสมัยก่อนเชื่อกันว่าบรรดาผีดูดเลือดนั้นมีพละกำลังและออกล่าเหยื่อในคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นเดียวกับมนุษย์หมาป่า เรียกว่าคืนเซนท์ จอร์จ ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน(ตามการนับแบบจูเลียน) วันที่ 4 พฤษภาคม ตามปฏิทินสากล ชื่อกันว่าเป็นคืนที่มีวิญญาณและภูตผีปีศาจต่างๆ มาปรากฏกายในรูปผีดูดเลือด มีชีวิตเป็นอมตะ และถ้าถูกกัดมันเข้าก็กลายเป็นผีดูดเลือดเช่นกันค้าวคาวก็จัดเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับผีดูดเลือด กรณีที่กล่าวถึงปล่อยๆ คือค้าวคาวดูดเลือดที่อาศัยทางตอนใต้ของอเมริกา ในสมัยค.ศ. 16 ชาวสเปนเป็นชนกลุ่มแรกที่พบเห็นลักษณะนิสัยการกินของมัน จนเป็นที่โจษจันว่ามันเป็นผีดูดเลือดและกลายเป็นตำนานร่างหนึ่งของแวมไพร์ตั้งแต่นั้นมา


    SLAVIC VAMPIRES

    ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้  

    ROMANIA

    เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องของแวมไพร์อย่างใกล้ชิดครับ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกัน นั่นคือเรื่องราวของมนุษย์หมาป่านั่นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดี จะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนสามารถกลายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้แต่หมูได้ สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเค้าเรียก Lycanthropy ครับ ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์เลยทีเดียว ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมาบนพื้นโลกเมื่อถึงเวลาอันควร มันมีใบหน้าที่ซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่าศพยังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้ครับ ถ้าเป็นเด็กก็สามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีถึงจะเปิดสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกันทุกที่เลยครับ กล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียพบหรือสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ จะโดนจับเอากระเทียมยัดจนเต็มปากแล้วเอามาเผาไฟ หลุมศพใดที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งพำนักกายของแวมไพร์ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าถุกแจ็คพอทเจอแวมไพร์ โลงนั้นจะมีไฟลุกพรึ่บดูสวยงามทีเดียวเชียวครับ


    GYPSIES AND VAMPIRES

    สำหรับคอหนังแล้ว ยิปซีดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังผีดูดเลือดเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดารารับเชิญมันทุกเรื่องไป ในตำนานก็เช่นกันครับ ยิปซีมีบทบาทกับแวมไพร์อย่างใกล้ชิด วรรณกรรมชื่อดังของ บราม สโตเกอร์ ที่ชื่อ"แดร็คคิวล่า"นั้น ก็ได้กล่าวถึงสาวยิปซีที่คอยดูแลโลงของแดร็คคิวล่าอย่างจงรัก ในความเป็นจริง ชาวยิปซีมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียทางตอนเหนือ และอพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจนเข้ามาถึงยุโรปราวๆศตวรรษที่ 14 ไล่เลี่ยกันกับการถือกำเนิดของจอมทรราชย์ วลาด แดร็คคิวล่าครับ ความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมอันเร้นลับของชาวยิปซีมีอิทธิพลกับยุโรปในตอนนั้นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ไม่นานนัก ตำนานต่างๆที่เล่าขานกันมาในหมู่ยิปซีก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของยุโรปแถบโรมาเนียและตุรกี แน่นอน เรื่องเหล่านี้รวมเรื่องแวมไพร์เข้าไปด้วย บ้านเดิมของเหล่ายิปซี อินเดีย แหล่งรวมแห่งปรัชญาตะวันออก ที่นี่มีเรื่องเล่าลือและตำนานเกี่ยวกับสิ่งที่คล้ายแวมไพร์อยู่มากมาย เป็นต้นว่าภูต(Bhuta) วิญญานของคนที่ตายแบบผิดปกติชนิดวิญญาณยังสิงสู่อยู่ในร่าง ภูตเหล่านี้จะเดินท่อมๆไปตามถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคืน คอยทำร้ายและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร แวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียเห็นจะได้แก่ Kali หรือเจ้าแม่กาลีนั่นเอง นางนับเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ทุรคา กาลีมีรูปร่างที่ดุร้าย สวมสายสังวาลย์ที่ทำจากหัวกะโหลก เจ้าแม่กาลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของยิปซีแวมไพร์ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวพระนางยังติดอยู่กับขาวยิปซีแม้ว่าพวกเขาจะข้ามน้ำข้ามทะเลย้ายรกรากมานับร้อยๆปีแล้วก็ตาม นามของกาลีจะเปลี่ยนไปตามการเรียกของยิปซีแต่ละสาย แวมไพร์ของชาวยิปซีมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อมุลโลครับ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเอามากๆ อันว่าเจ้ามุลโลนี้ส่วนมากจะเป็นประเภทผีล้างแค้น กลับมาจากความตายเพื่อทวงหนี้จากศัตรูคู่แค้นด้วยการสูบเลือดเป็นอาหาร แวมไพร์ที่เป็นผู้หญิงยิ่งน่ากลัวใหญ่เลยครับ แวมไพร์พวกนี้สามารถมีชิวิตอย่างคนธรรมดาและดำรงชีพด้วยการกินเรี่ยวแรงสามีจนทำให้พวกเขากระปลกกระเปลี้ย แวมไพร์ของยิปซีนั้นไม่ได้มีแค่คนตายเท่านั้น สัตว์เลี้ยงหรือผักผลไม้ก็เป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ฟักทองและแตงกวาที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านนานๆโดยไม่มีใครกินนี่ก็ด้วย วันดีคืนดีมันจะเคลื่อนไหวได้เอง ส่งเสียงอึกทึกและมีเลือดหยดไหลออกมาเป็นทางดูน่าสยดสยองมาก

    โรคตื่นแวมไพร์ในศตวรรษที่ 18

    ตำนานแวมไพร์เป็นที่คุ้นเคยกับซีกโลกต่างๆมานมนาน แต่เชื่อมั๊ยครับว่าอังกฤษเพิ่งรู้จักแวมไพร์เอาเมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ช่วงนั้นโรคกลัวแวมไพร์ระบาดหนักในยุโรปตะวันออกลามมาถึงอังกฤษ ชาวบ้าชาวช่องกลัวกันมาก ขนาดเดินไปไหนมาไหนยังต้องมีพวงกระเทียมแขวนคอไปด้วย มีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มผู้นำว่าเรื่องนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และควรใช้นโยบายใดทำให้บ้านเมื่องสงบลง สมัยนั้นการสื่สารยังไม่เจริญนัก แต่ก็น่าแปลกที่ข่าวลือกระจายข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็เป็นตลกร้ายที่เหลือเชื่อเอามากๆ เช่นกองทัพแวมไพร์บุกเข้าพระราชวังในฮังการเล่นงานจนทหารและคนในวังเป็นแวมไพร์กันหมด แม้แต่ข่าวที่ว่าพระราชวังเครมลินเต็มไปด้วยแวมไพร์ก็ยังมีออกมา ของแถมที่มากับข่าวลือก็คือการออกล่าแวมไพร์ มีคนถูกย่างสดไม่เว้นแต่ละวันในข้อหาเป็นแวมไพร์ หลายรายถูกทรมานอย่างทารุณก่อนเอาลิ่มตอกอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวแวมไพร์ของชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี ความจริงแล้ว อาการกระหายเลือดที่ปรากฏกับคนยุคนั้นสามารถอธิบายได้ในเชิงวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ แต่เนื่องจากในสมัยนั้นวิทยาศาสตร์ยังล้าหลังและยังมีความเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจอยู่ จึงไม่มีใครโต้แย้งว่า "ผีดูดเลือดไม่มีจริงโว๊ย แต่มันเป็น..." ก่อนจะเฉลยหัวคนนั้นคงหลุดจากบ่าก่อนเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผีดูดเลือดก็ได้แล้วแท้ที่จริงมันคืออะไรละ? ปี ค.ศ.1982 ศาสตร์จารย์เดวิด ดอลฟิน ได้ชี้ว่าบุคคลเหล่านี้อาจป่วยเป็นโรคเลือดโดยกำเนิด คือความบกพร่องในเซลเม็ดเลือดและขาดธาตุเหล็ก อาการเหล่านี้ขนานนามว่า "โรคแดร็กคิวล่า" ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีร่างกายอ่อนแอ แพ้แสงแดดอย่างรุนแรงถึงขั้นปวดแสบปวดร้อนและมีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง เพื่อเลี่ยงอาการเหล่านี้คนเหล่านั้นจึงมักปรากฏกายในยามค่ำคืน และนอกเหนือจากอาการป่วยทางผิวหนังแล้ว โรคนี้ยังส่งผลให้เหงือกของผู้ป่วยหดรัดตัวเข้าไปและมีฟันยืนออกมา ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้จึงมีรูปร่างลักษณะและอุปนิสัยคล้ายผีดูดเลือด ความจริงที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่งก็คือกระเทียมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำลายเม็ดเลือด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในร่างกายผู้ป่วยสรุปง่ายๆ ก็คือผู้ป่วยโรคนี้ไม่ถูกกระเทียมนัก!เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับผีดูดเลือดที่เป็นเรื่องจริงในอดีตมีสองเรื่องครับ เท่าที่หามาพอที่จะเชื่อถือกันได้ มีดังต่อไปนี้

    เรื่องที่หนึ่ง เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นช่วงกลาง ค.ศ. 1700 ปีเตอร์ โปลโกโจวิทช์ ชาวไร่ชาวเซอร์เบียอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านกิสิโลวาแห่งตำบลราห์น เสียชีวิตลงเมื่ออายุ 62 ปี โดยไม่ทราบสาเหตุเสยชีวิตแน่ชัด หลังจากที่ฝังศพเขาได้นานสิบอาทิตย์ ชาวบ้านก็เห็นโปลโกโจวิทช์ปรากฏกายขึ้ในยามค่ำคืน บรรดาผู้คนที่ได้พบเห็นเขากล่าวว่าเขาบุกรุกเข้าถึงเตียงนอนและทำร้ายเหยื่อ โดยภายในเวลาเพียงหนึ่งอาทิตย์ก็มีผู้ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตถึงเก้าคน หลังจากนั้นภรรยาของปีเตอร์ โปลโกโจวิทช์ก็บอกว่าเขาเคยมาพบเธอและร้องขอร้องเท้าจากเธอ(เป็นความเชื่อของยุโรปว่าผีดูดเลือดแม้ตายแล้วยังมีกิเลสและยึดติดกับทรัพย์สมบัติอยู่) ภรรยาของเขาหวาดกลัวแล้วเผ่นหนีออกจาหมู่บ้านทันที ผลสุดท้ายชาวบ้านทนไม่ไหวจึงลงมิติขุดศพของนายโปลโกโจวิทช์ขึ้นมาเพื่อทำลายให้สิ้นซากเสียเลยเมื่อชาวบ้านขุดศพขึ้นมา ชาวบ้านต่างตะลึงเมื่อศพไม่ส่งกลิ่นเน่าออกมาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งสภาพศพก็ไม่เน่าเปื่อย นอกจากบริเวณจมูกและผิวด้านนอกของร่างกาย ที่น่าแปลกคือเกิดผิวหนังใหม่เข้ามาแทนที่ผิวด้านนอกที่เปื่อยหลุดออก(ประมาณคล้ายงูลอกคราบ) เล็บของเขาหลุดออกก็ปรากฏเล็บอ่อนที่กำลังงอกขึ้นมาใหม่เช่นกัน และบริเวณปากของเขาก็มีเลือดไหลซึมเป็นทางชาวบ้านรีบจัดการทำลายผีดูดเลือดตนนี้ ดดยการใช้ตอกแท่งไม้แหลมทะลุผ่านหัวใจ ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันว่ามีเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมามากมาย หลังจากนั้นชาวบ้านก็เผาศพทันที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผีดูดเลือดก็ไม่มาทำร้ายชาวบ้านอีกเลย


    เรื่องที่สอง

    อาร์โนลด์ โพล หนุ่มร่างกำยำล่ำสัน เป็นทหารที่เข้าประจำหมู่บ้านเมดูเอ็นยาหมู่บ้านแถบกอสโซวา (เตอร์กิชเซอร์เบีย ค.ศ.1729)แต่ในระหว่างทางเขาถูกทำร้ายโดยผีดูดเลือดระหว่างทางเสียก่อน เมื่ออาร์โนลด์ถูกผีดูดเลือดกัดคอหอยจนบาดเจ็บ เขารู้สึกเจ็บแค้นผีดูดเลือดตัวนั้น จึงหาวิธีกำจัด โดยเดินทางไยังสุสานที่ฝังศพผีดูดเลือดและทำพิธีแก้อาถรรพน์ โดยขุดศพผีดูดเลือดข้นมา เจาะเลือดของมันชโลมกาย และกินดินหลุมศพของมันเข้าไปแต่ผลสุดท้ายนายอาร์โนลด์ก็ไม่พ้นความตายได้ เมื่อวันหนึ่งเขาได้ขับเกวียนเข้าไปในไร่ แล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากเกวียน ศีรษะพาดพื้นอย่างแรงตายคาที่หลังจากอาร์โนลด์ตายแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เมื่อมีผู้พบเห็นนายอาร์โนลด์ออกมาตะเวนไปตามที่ต่างๆ ด้วยร่างกายแข็งทื่อ เขียวคล้ำทั้งตัวชาวบ้านต่างหวาดผวา อาร์โนลด์ผีดูดเลือดที่ออกจากหลุม ตระเวรหาเหยื่อไปเรื่อย ผลคือทำให้ชาวบ้านเคราะห์ร้ายต้องเอาชีวิตสังเวยถึงสี่คน จนชาวบ้านไม่กล้าออกไปนอกบ้านยามค่ำคืนเมื่อมีคนตายในลักษณะถูกกัดคอหอยแหอะหวะถึงสี่คนนี้ ชาวบ้านก็ทนไม่ไหวจึงรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วยกโขยงไปในสุสานประจำหมู่บ้านจัดแจงขุดศพอาร์โนลด์เพื่อขึ้นมาพิสูจน์ความจริงครั้นแล้วทุกคนต้องผงะ และตกใจกลัวกับภาพทีอยู่ตรงหน้าเมื่อซากศพอาร์โนลด์ยังเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาด ที่มุมปากมีเขี้ยวยาวแหลมคมงอกออกมาด้วย และมีเลือดที่ปากไหลเป็นทางยาวและเมื่อแสงแดดจัดจ้าส่องเข้ามาในโลงศพ อาร์โนลด์เบิกตากว้างรีบพลิกตัวหลบแดดทันที ชาวบ้านก็ไม่รอช้า ต่างเฮโลขุดศพผู้ตกเป็นเหยื่อผีดูดเลือดอีกสี่ศพมาด้วยแล้วช่วยกันเอาไม้เสี้ยนปักอก ใช้ค้อนตอกจนมิด เลือดสดๆ ทะลึกออกมากลิ่นเหม็นคาวคลุ้งไปทั่ว ผีดิบทั้งห้าบิดกายอย่างเจ็บปวด ส่งเสียงอืออาในลำคอก่อนที่สงบนิ่งไปเมื่อผีดูดเลือดสงบ ชาวบ้านก็ตัดหัวเอากระเทียมยัดปาก และเผาศพจนมอดไหม้เป็นขี้เถ้าแต่เรื่องนี้ยังไม่จบ อีกหกปีต่อมาหมู่บ้านเมดูเอ็นยาก็ประสบกับเหตุการณ์สยอดสยองอีกครั้ง เมื่อมีชาวบ้านหลายคนตายโดยปราศจากสาเหตุเมื่อทางการทราบข่าวจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อเท็จจริงเหล่านี้ร่วมกับชาวบ้าน และเมื่อขุดศพขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ก็พบว่าศพแต่ละศพล้วนมีเลือดฝาด มีเขี้ยวงอกยาวที่มุมปาก และมีเลือดแห้งกรักติดอยู่และชาวบ้านก็ทำจากศพทั้งหมด 16 ศพตามกรรมวิธีของนายอาร์โนลด์ ผลสรุปเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเมดูเอ็นยาสรุปว่า ผีดูดเลือดอาร์โนลด์นอกเหนือจากล่าคนแล้วยังจับสัตว์มาดูดเลือดอีกด้วย และทิ้งซากเอาไว้ และเมื่อชาวบ้านพบซากสัตว์ดังกล่าวจึงนำไปทำอาหาร และได้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นผีดูดเลือด แพร่เชื้อออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ

    คุณเชื่อหรือไม่ว่ามันคือเรื่องจริง!

    บทนิยาม Gothic & Lolita

     
    Gothic & Lolita หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า Gosurori เป็น subculture ( วัฒนธรรมย่อย ) อย่างหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น โดยทั่วไปจะใช้เรียก บุคคลหรือกลุ่มที่ชื่นชอบแฟชั่นหรือการแต่งกายแบบนี้ บุคคลที่ชื่นชอบ Lolita Fashion หรือ Gothic Fashion โดยไม่ได้มองอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงแฟชั่นแต่มีความชอบแบบลึกซึ้งกว่า ( aesthetic value ) รวมถึงบุคคลที่ชื่นชอบในตัวการ์ตูน ตัวคาแรคเตอร์หรือภาพวาดเกี่ยวกับ Gothic Lolita ส่วนใหญ่ผู้ที่ชื่นชอบสไตล์การแต่งตัวแบบนี้จะอยู่ในกลุ่มเด็กสาวอายุระหว่าง 10 -20 ปี เดิมทีเดียวเป็นจะเป็นกลุ่มย่อย ๆ ไม่ได้ถูกรู้จักแพร่หลายนัก ต่อมาเมื่อปี 1990 วงร็อคญี่ปุ่น MALICE MIZER ที่เป็นวงแบบ Visual Punk เริ่มโด่งดัง แฟน ๆ จึงเริ่มหันมาสนใจ โดยเฉพาะรูปแบบการแต่งกายของ มือกีตาร์ Mana ที่ถือว่าเป็นแบบ Gothic Fashion

    จุดเด่นการแต่งกายสไตล์ Gosurori


    ที่โดดเด่นเห็นมาแต่ไกล ดูแล้วใช่เนี่ย หนีไม่พ้น ลูกไม้สีขาวและกระโปรงสุ่มเหนือเข่าสีดำ ซึ่งเป็นการแต่งกายเลียนแบบยุควิคตอเรียน นอกจากนี้ยังมีการแบ่ง กลุ่มย่อยออกเป็น Sweet Lolita ซึ่งแต่งกายโดยใช้สีพาสเทล ลายน่ารัก Classic Lolita ที่เน้นการแต่งกายคลาสสิกกว่า เน้นลายพิมพ์ดอกไม้ เป็นต้น
    และยังมีบางกลุ่ม ที่ชอบแนวแรง ๆ ออกพังค์ นอกจากจะใช้ผ้าสีดำ - ขาวแล้วยังนำเอาสีแดงเลือดมาใช้ในเครื่องแต่งกายด้วย
    ส่วนเรื่องทรงผม แน่นอนว่าของแท้ดั้งเดิม ต้องยาวตรง สีดำ หรือดัดเป็นลอนคล้ายตุ๊กตา ( นึกไม่ออกก็ดูกุหลาบแวร์ซาย นั่นแหละ ผมดัดแบบนั้น ) แต่ในปัจจุบัน มีการย้อมผมสีน้ำตาลหรือใช้วิกหลากสีสันมากขึ้น ส่วนการแต่งหน้า ให้นึกถึงการแต่งหน้าของวง Visual Punk ของญี่ปุ่น ใช้แล้ว แบบฉบับเดิมคือ หน้าขาว ตา ปากดำ แต่เนื่องจาก กลุ่มที่ชื่นชอบเป็นเด็กสาว ส่วนใหญ่จะแต่งหน้าอ่อน ๆ ให้ดูสดใส น่ารักเหมือนเด็ก
    เครื่องประดับ แน่นอนที่คลาสสิก หนีไม่พ้น คือไม้กางเขน หัวกะโหลก ดอกกุหลาบและแมวดำ นี่เป็นแบบมาตรฐานทั่วไป แต่ผู้ที่คลั่ง Gothic Fashion เน้นไปทางแนวพังค์ หนีไม่พ้น เลือดและสัญลักษณ์เกี่ยวกับผีดูดเลือด

    ปัจจุบัน แนวการแต่งกายแบบนี้ ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบ คอสเพลย์ ในวงการการ์ตูน เช่น Paradise Kiss, Rozen Maiden, Godchild, Tsukuyomi - Moon Phase, Othello, xxxHolic, Trinity เป็นต้น นอกจากนี้ยังระบาดไปในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เป็นต้น

    ที่ญี่ปุ่นเอง มีร้านที่ขายเสื้อผ้าแนวนี้เยอะเหมือนกัน แต่ส่วนมาก จะตัดกันเอง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จริง ๆ อาจเป็นเพราะว่า ราคาชุดสำเร็จแพงมาก ทำเองจะถูกกว่า