Blood Diary's profileBlood DiaryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    แวมไพร์ มีจริงหรือ ?

           บุคคลที่มีความแตกต่างไปจากคนอื่นและมีการตายอย่างประหลาดนั้นมักถูกเชื่อว่า จะเป็นแวมไพร์ อย่าง แน่นอน บุคคลใดที่มีลักษณะคล้าย แวมไพร์ จะถูกกีดกันจากสังคมทันที การกำจัด แวมไพร์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องทำเฉพาะเวลากลางวัน ตอนที่มันไม่มีอำนาจเท่านั้น เชื่อว่าหลุมศพใดมีโพรงอยู่แสดงว่าศพในหลุมนั้นเป็น แวมไพร์ โดยความเชื่อของ ชาวโรมัน ให้เทน้ำเดือดลงไปในโพรงเพื่อกำจัด แวมไพร์ หรือกำจัดได้โดยวิธีเดียวกับที่ทำกับ แวมไพร์ เปาเล ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 นักเขียนชาว ไอริช เมื่อ บราม สโตกเกอร์ (Bram Stoker) ได้แต่งนิยายเรื่อง แดรกคูลา (Dracula) ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำอีกคำหนึ่งที่แปลว่า ผีดูดเลือด แดรกคูลา เป็นลูกชายของ แดรกคูล (Dracul) กษัตริย์โรมันที่โหดร้าย ทารุณ แดรกคูล เป็นสมญานามที่แปลว่า ปิศาจ ซึ่งกษัตริย์ได้สมญานามมาจากการปกครองที่โหดร้าย กระหายเลือด และแดรกคูลา ก็แปลว่า ลูกชายของปิศาจ ในนิยาย แดรกคูลา เกิดในทรานซิลวาเนีย (Transylvania) และมีความโหดร้ายเช่นเดียวกับพระบิดา ทรงสร้างศัตรูมากมาย มีการตายอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบเห็นศพและไม่ได้ถูกฝังตามพิธี
     
           จนปัจจุบันเรื่องราวของ แวมไพร์ ก็ยังคงน่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวมีผู้คนที่เชื่อว่า แวมไพร์ มีจริง ยิ่งกว่านั้น ยังมีศูนย์วิจัยที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ แวมไพร์ ใน ยุโรป และ อเมริกาซึ่งก่อตั้งโดย ดร.สตีเฟ่น แคปแลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในนิวยอร์ค เท่านั้นยังไม่พอศูนย์วิจัยนี้ยังเคยมีงานวิจัยเผยแพร่ทาง Entertainment Tonight ในปี 1995 โดยผลวิจัยพบว่ามีผู้ที่เป็นแวมไพร์อาศัยอยู่ในลอสแองเจลิสถึง 36 คนด้วยกัน

    Dr. Stephen Kaplan ภาพของ Dr. Kaplan ซึ่งกำลังสาธิตวิธีการฆ่าแวมไพร์

    แวมไพร์อาละวาด


    แวมไพร์อาละวาด

    ที่จริงตอนนี้ไม่ต้องเกิดก็ได้มั้งเพราะในเน็ตก็มีข้อมูลนี้อยู่ตั้งเยอะ แค่ในเว็บนี้มีเป็นสิบๆ บทความที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เอาเป็นว่าเอาเรื่องจริงที่คนไม่รู้มาก่อนก็แล้วกัน
    คำว่าแวมไพร์ ที่หมายถึงผีดูดเลือดนั้นเริ่มปรากฏขึ้นในภาษาอังกฤษในปี ค.ศ.1732 หลังจากมีการแปลรายงานเรื่องผีดูดเลือดในเซอร์เบียจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ
    อันที่จริง ความเชื่อเรื่องผีดูดเลือดนั้นมีมานานนับพันปีแล้ว และมีความเชื่อกันในหลายประเทศทั่วโลก ผีดูดเลือดในแต่ละชาติจะแตกต่างกัน เช่นในประเทศจีนผีดูดเลือดจะเป็นปีสาจตาสีแดงลุกโชนเหมือนเปลวไฟและมีเส้นผมสีเขียวหรือสีชมพู ส่วนในกรีกจะปรากฏตามเทวตำนานในชื่อของลาเมียปีศาจร่างงูขนาดยักษ์บินได้แต่มีใบหน้าและอกเป็นผู้หญิงคอยออกล่ากินมนุษย์ ส่วนในประเทศญี่ปุ่นออกมาในรูปของสุนัขจิ้งจอก ของมาเลเซียออกมาในรูปแบบเหมือนผีกระสือชื่อปีนังที่เห็นแค่ตับไตไส้พุงคอยสะกดรอยล่าเหยื่อและแวมไพร์ที่โด่งดังมากที่สุดก็คือแดร็กคิวล่านั้นเองในสมัยก่อนเชื่อกันว่าบรรดาผีดูดเลือดนั้นมีพละกำลังและออกล่าเหยื่อในคืนพระจันทร์เต็มดวงเช่นเดียวกับมนุษย์หมาป่า เรียกว่าคืนเซนท์ จอร์จ ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน(ตามการนับแบบจูเลียน) วันที่ 4 พฤษภาคม ตามปฏิทินสากล ชื่อกันว่าเป็นคืนที่มีวิญญาณและภูตผีปีศาจต่างๆ มาปรากฏกายในรูปผีดูดเลือด มีชีวิตเป็นอมตะ และถ้าถูกกัดมันเข้าก็กลายเป็นผีดูดเลือดเช่นกันค้าวคาวก็จัดเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับผีดูดเลือด กรณีที่กล่าวถึงปล่อยๆ คือค้าวคาวดูดเลือดที่อาศัยทางตอนใต้ของอเมริกา ในสมัยค.ศ. 16 ชาวสเปนเป็นชนกลุ่มแรกที่พบเห็นลักษณะนิสัยการกินของมัน จนเป็นที่โจษจันว่ามันเป็นผีดูดเลือดและกลายเป็นตำนานร่างหนึ่งของแวมไพร์ตั้งแต่นั้นมา


    SLAVIC VAMPIRES

    ชาวสลาฟเป็นชาติที่ร่ำรวยเรื่องราวเกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนนี้กินพื้นที่ตั้งแต่ รัสเซีย บุลแกเรีย เซอร์เบียร์ จนกระทั่งถึงโปแลนด์ ความเชื่อพวกนี้ฝังรกรากมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แน่ะครับ แหล่งชุมนุมแวมไพร์ที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ที่ เมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนต่อกันระหว่างประเทศฮังการีกับโรมาเนีย คำว่าแวมไพร์ก็มาจากภาษาของพวกเขานี่แหละครับ แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือและผมที่ทั้งยาวทั้งสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟก็คือจับทำบาร์บีคิวครับ เผาทั้งเป็นเลย หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้มาจากโบสถ์ใส่พวกมันก็ได้  

    ROMANIA

    เนื่องจากโรมาเนียถูกแวดล้อมไปด้วยประเทศของชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางแวมไพร์เชื่อสายสลาฟนิดๆ ภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้น เรียกแวมไพร์ว่า Strigoi ครับ อาจจะหมายถึง นกฮูกแก่ๆ หรือปีศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน Strigoi ส่วนมากคือพวกผู้ใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า Strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่างไปเพื่อชุมนุมกันในคืนพระจันทร์เต็มดวง หรือไม่ก็ออกตระเวนดูดเลือด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านใกล้เคียง คนที่เกิดมาโดยมีสัญญลักษณ์ของปีศาจ (มีหาง เขี้ยวงอก ขนดกรุงรัง) หรือคนที่ตายอย่างผิดธรรมชาติ หรือตายโดยที่ยังไม่ได้ทำพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิจะเป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั่นแหละครับ แวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถวนั้นเวลาท้องพวกเธอต้องกินเกลือครับ เพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิเป็นแวมไพร์ชัวร์ๆ คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับเรื่องของแวมไพร์อย่างใกล้ชิดครับ คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกัน นั่นคือเรื่องราวของมนุษย์หมาป่านั่นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดี จะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ จนสามารถกลายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้แต่หมูได้ สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเค้าเรียก Lycanthropy ครับ ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์เลยทีเดียว ว่ากันว่าแวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมาบนพื้นโลกเมื่อถึงเวลาอันควร มันมีใบหน้าที่ซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่าสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วจะกลายเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่าศพยังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้ครับ ถ้าเป็นเด็กก็สามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีถึงจะเปิดสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกันทุกที่เลยครับ กล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียพบหรือสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ จะโดนจับเอากระเทียมยัดจนเต็มปากแล้วเอามาเผาไฟ หลุมศพใดที่ต้องสงสัยว่าเป็นแหล่งพำนักกายของแวมไพร์ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าถุกแจ็คพอทเจอแวมไพร์ โลงนั้นจะมีไฟลุกพรึ่บดูสวยงามทีเดียวเชียวครับ


    GYPSIES AND VAMPIRES

    สำหรับคอหนังแล้ว ยิปซีดูจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหนังผีดูดเลือดเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นดารารับเชิญมันทุกเรื่องไป ในตำนานก็เช่นกันครับ ยิปซีมีบทบาทกับแวมไพร์อย่างใกล้ชิด วรรณกรรมชื่อดังของ บราม สโตเกอร์ ที่ชื่อ"แดร็คคิวล่า"นั้น ก็ได้กล่าวถึงสาวยิปซีที่คอยดูแลโลงของแดร็คคิวล่าอย่างจงรัก ในความเป็นจริง ชาวยิปซีมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียทางตอนเหนือ และอพยพย้ายถิ่นฐานเรื่อยมาจนเข้ามาถึงยุโรปราวๆศตวรรษที่ 14 ไล่เลี่ยกันกับการถือกำเนิดของจอมทรราชย์ วลาด แดร็คคิวล่าครับ ความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรมอันเร้นลับของชาวยิปซีมีอิทธิพลกับยุโรปในตอนนั้นไม่น้อย โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตาย ไม่นานนัก ตำนานต่างๆที่เล่าขานกันมาในหมู่ยิปซีก็ถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของยุโรปแถบโรมาเนียและตุรกี แน่นอน เรื่องเหล่านี้รวมเรื่องแวมไพร์เข้าไปด้วย บ้านเดิมของเหล่ายิปซี อินเดีย แหล่งรวมแห่งปรัชญาตะวันออก ที่นี่มีเรื่องเล่าลือและตำนานเกี่ยวกับสิ่งที่คล้ายแวมไพร์อยู่มากมาย เป็นต้นว่าภูต(Bhuta) วิญญานของคนที่ตายแบบผิดปกติชนิดวิญญาณยังสิงสู่อยู่ในร่าง ภูตเหล่านี้จะเดินท่อมๆไปตามถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคืน คอยทำร้ายและดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร แวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอินเดียเห็นจะได้แก่ Kali หรือเจ้าแม่กาลีนั่นเอง นางนับเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ทุรคา กาลีมีรูปร่างที่ดุร้าย สวมสายสังวาลย์ที่ทำจากหัวกะโหลก เจ้าแม่กาลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวของยิปซีแวมไพร์ เพราะความเชื่อและศรัทธาในตัวพระนางยังติดอยู่กับขาวยิปซีแม้ว่าพวกเขาจะข้ามน้ำข้ามทะเลย้ายรกรากมานับร้อยๆปีแล้วก็ตาม นามของกาลีจะเปลี่ยนไปตามการเรียกของยิปซีแต่ละสาย แวมไพร์ของชาวยิปซีมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อมุลโลครับ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจเอามากๆ อันว่าเจ้ามุลโลนี้ส่วนมากจะเป็นประเภทผีล้างแค้น กลับมาจากความตายเพื่อทวงหนี้จากศัตรูคู่แค้นด้วยการสูบเลือดเป็นอาหาร แวมไพร์ที่เป็นผู้หญิงยิ่งน่ากลัวใหญ่เลยครับ แวมไพร์พวกนี้สามารถมีชิวิตอย่างคนธรรมดาและดำรงชีพด้วยการกินเรี่ยวแรงสามีจนทำให้พวกเขากระปลกกระเปลี้ย แวมไพร์ของยิปซีนั้นไม่ได้มีแค่คนตายเท่านั้น สัตว์เลี้ยงหรือผักผลไม้ก็เป็นแวมไพร์ได้ทั้งนั้น ฟักทองและแตงกวาที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านนานๆโดยไม่มีใครกินนี่ก็ด้วย วันดีคืนดีมันจะเคลื่อนไหวได้เอง ส่งเสียงอึกทึกและมีเลือดหยดไหลออกมาเป็นทางดูน่าสยดสยองมาก

    โรคตื่นแวมไพร์ในศตวรรษที่ 18

    ตำนานแวมไพร์เป็นที่คุ้นเคยกับซีกโลกต่างๆมานมนาน แต่เชื่อมั๊ยครับว่าอังกฤษเพิ่งรู้จักแวมไพร์เอาเมื่อศตวรรษที่ 18 นี้เอง ช่วงนั้นโรคกลัวแวมไพร์ระบาดหนักในยุโรปตะวันออกลามมาถึงอังกฤษ ชาวบ้าชาวช่องกลัวกันมาก ขนาดเดินไปไหนมาไหนยังต้องมีพวงกระเทียมแขวนคอไปด้วย มีการโต้เถียงกันระหว่างกลุ่มผู้นำว่าเรื่องนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ และควรใช้นโยบายใดทำให้บ้านเมื่องสงบลง สมัยนั้นการสื่สารยังไม่เจริญนัก แต่ก็น่าแปลกที่ข่าวลือกระจายข้ามประเทศอย่างรวดเร็ว บางเรื่องก็เป็นตลกร้ายที่เหลือเชื่อเอามากๆ เช่นกองทัพแวมไพร์บุกเข้าพระราชวังในฮังการเล่นงานจนทหารและคนในวังเป็นแวมไพร์กันหมด แม้แต่ข่าวที่ว่าพระราชวังเครมลินเต็มไปด้วยแวมไพร์ก็ยังมีออกมา ของแถมที่มากับข่าวลือก็คือการออกล่าแวมไพร์ มีคนถูกย่างสดไม่เว้นแต่ละวันในข้อหาเป็นแวมไพร์ หลายรายถูกทรมานอย่างทารุณก่อนเอาลิ่มตอกอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวแวมไพร์ของชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี ความจริงแล้ว อาการกระหายเลือดที่ปรากฏกับคนยุคนั้นสามารถอธิบายได้ในเชิงวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์ แต่เนื่องจากในสมัยนั้นวิทยาศาสตร์ยังล้าหลังและยังมีความเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจอยู่ จึงไม่มีใครโต้แย้งว่า "ผีดูดเลือดไม่มีจริงโว๊ย แต่มันเป็น..." ก่อนจะเฉลยหัวคนนั้นคงหลุดจากบ่าก่อนเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผีดูดเลือดก็ได้แล้วแท้ที่จริงมันคืออะไรละ? ปี ค.ศ.1982 ศาสตร์จารย์เดวิด ดอลฟิน ได้ชี้ว่าบุคคลเหล่านี้อาจป่วยเป็นโรคเลือดโดยกำเนิด คือความบกพร่องในเซลเม็ดเลือดและขาดธาตุเหล็ก อาการเหล่านี้ขนานนามว่า "โรคแดร็กคิวล่า" ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีร่างกายอ่อนแอ แพ้แสงแดดอย่างรุนแรงถึงขั้นปวดแสบปวดร้อนและมีการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนัง เพื่อเลี่ยงอาการเหล่านี้คนเหล่านั้นจึงมักปรากฏกายในยามค่ำคืน และนอกเหนือจากอาการป่วยทางผิวหนังแล้ว โรคนี้ยังส่งผลให้เหงือกของผู้ป่วยหดรัดตัวเข้าไปและมีฟันยืนออกมา ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้จึงมีรูปร่างลักษณะและอุปนิสัยคล้ายผีดูดเลือด ความจริงที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่งก็คือกระเทียมจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำลายเม็ดเลือด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในร่างกายผู้ป่วยสรุปง่ายๆ ก็คือผู้ป่วยโรคนี้ไม่ถูกกระเทียมนัก!เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับผีดูดเลือดที่เป็นเรื่องจริงในอดีตมีสองเรื่องครับ เท่าที่หามาพอที่จะเชื่อถือกันได้ มีดังต่อไปนี้

    เรื่องที่หนึ่ง เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นช่วงกลาง ค.ศ. 1700 ปีเตอร์ โปลโกโจวิทช์ ชาวไร่ชาวเซอร์เบียอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านกิสิโลวาแห่งตำบลราห์น เสียชีวิตลงเมื่ออายุ 62 ปี โดยไม่ทราบสาเหตุเสยชีวิตแน่ชัด หลังจากที่ฝังศพเขาได้นานสิบอาทิตย์ ชาวบ้านก็เห็นโปลโกโจวิทช์ปรากฏกายขึ้ในยามค่ำคืน บรรดาผู้คนที่ได้พบเห็นเขากล่าวว่าเขาบุกรุกเข้าถึงเตียงนอนและทำร้ายเหยื่อ โดยภายในเวลาเพียงหนึ่งอาทิตย์ก็มีผู้ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตถึงเก้าคน หลังจากนั้นภรรยาของปีเตอร์ โปลโกโจวิทช์ก็บอกว่าเขาเคยมาพบเธอและร้องขอร้องเท้าจากเธอ(เป็นความเชื่อของยุโรปว่าผีดูดเลือดแม้ตายแล้วยังมีกิเลสและยึดติดกับทรัพย์สมบัติอยู่) ภรรยาของเขาหวาดกลัวแล้วเผ่นหนีออกจาหมู่บ้านทันที ผลสุดท้ายชาวบ้านทนไม่ไหวจึงลงมิติขุดศพของนายโปลโกโจวิทช์ขึ้นมาเพื่อทำลายให้สิ้นซากเสียเลยเมื่อชาวบ้านขุดศพขึ้นมา ชาวบ้านต่างตะลึงเมื่อศพไม่ส่งกลิ่นเน่าออกมาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งสภาพศพก็ไม่เน่าเปื่อย นอกจากบริเวณจมูกและผิวด้านนอกของร่างกาย ที่น่าแปลกคือเกิดผิวหนังใหม่เข้ามาแทนที่ผิวด้านนอกที่เปื่อยหลุดออก(ประมาณคล้ายงูลอกคราบ) เล็บของเขาหลุดออกก็ปรากฏเล็บอ่อนที่กำลังงอกขึ้นมาใหม่เช่นกัน และบริเวณปากของเขาก็มีเลือดไหลซึมเป็นทางชาวบ้านรีบจัดการทำลายผีดูดเลือดตนนี้ ดดยการใช้ตอกแท่งไม้แหลมทะลุผ่านหัวใจ ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันว่ามีเลือดสดๆ ไหลทะลักออกมามากมาย หลังจากนั้นชาวบ้านก็เผาศพทันที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผีดูดเลือดก็ไม่มาทำร้ายชาวบ้านอีกเลย


    เรื่องที่สอง

    อาร์โนลด์ โพล หนุ่มร่างกำยำล่ำสัน เป็นทหารที่เข้าประจำหมู่บ้านเมดูเอ็นยาหมู่บ้านแถบกอสโซวา (เตอร์กิชเซอร์เบีย ค.ศ.1729)แต่ในระหว่างทางเขาถูกทำร้ายโดยผีดูดเลือดระหว่างทางเสียก่อน เมื่ออาร์โนลด์ถูกผีดูดเลือดกัดคอหอยจนบาดเจ็บ เขารู้สึกเจ็บแค้นผีดูดเลือดตัวนั้น จึงหาวิธีกำจัด โดยเดินทางไยังสุสานที่ฝังศพผีดูดเลือดและทำพิธีแก้อาถรรพน์ โดยขุดศพผีดูดเลือดข้นมา เจาะเลือดของมันชโลมกาย และกินดินหลุมศพของมันเข้าไปแต่ผลสุดท้ายนายอาร์โนลด์ก็ไม่พ้นความตายได้ เมื่อวันหนึ่งเขาได้ขับเกวียนเข้าไปในไร่ แล้วเกิดอุบัติเหตุพลัดตกจากเกวียน ศีรษะพาดพื้นอย่างแรงตายคาที่หลังจากอาร์โนลด์ตายแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เมื่อมีผู้พบเห็นนายอาร์โนลด์ออกมาตะเวนไปตามที่ต่างๆ ด้วยร่างกายแข็งทื่อ เขียวคล้ำทั้งตัวชาวบ้านต่างหวาดผวา อาร์โนลด์ผีดูดเลือดที่ออกจากหลุม ตระเวรหาเหยื่อไปเรื่อย ผลคือทำให้ชาวบ้านเคราะห์ร้ายต้องเอาชีวิตสังเวยถึงสี่คน จนชาวบ้านไม่กล้าออกไปนอกบ้านยามค่ำคืนเมื่อมีคนตายในลักษณะถูกกัดคอหอยแหอะหวะถึงสี่คนนี้ ชาวบ้านก็ทนไม่ไหวจึงรวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ แล้วยกโขยงไปในสุสานประจำหมู่บ้านจัดแจงขุดศพอาร์โนลด์เพื่อขึ้นมาพิสูจน์ความจริงครั้นแล้วทุกคนต้องผงะ และตกใจกลัวกับภาพทีอยู่ตรงหน้าเมื่อซากศพอาร์โนลด์ยังเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาด ที่มุมปากมีเขี้ยวยาวแหลมคมงอกออกมาด้วย และมีเลือดที่ปากไหลเป็นทางยาวและเมื่อแสงแดดจัดจ้าส่องเข้ามาในโลงศพ อาร์โนลด์เบิกตากว้างรีบพลิกตัวหลบแดดทันที ชาวบ้านก็ไม่รอช้า ต่างเฮโลขุดศพผู้ตกเป็นเหยื่อผีดูดเลือดอีกสี่ศพมาด้วยแล้วช่วยกันเอาไม้เสี้ยนปักอก ใช้ค้อนตอกจนมิด เลือดสดๆ ทะลึกออกมากลิ่นเหม็นคาวคลุ้งไปทั่ว ผีดิบทั้งห้าบิดกายอย่างเจ็บปวด ส่งเสียงอืออาในลำคอก่อนที่สงบนิ่งไปเมื่อผีดูดเลือดสงบ ชาวบ้านก็ตัดหัวเอากระเทียมยัดปาก และเผาศพจนมอดไหม้เป็นขี้เถ้าแต่เรื่องนี้ยังไม่จบ อีกหกปีต่อมาหมู่บ้านเมดูเอ็นยาก็ประสบกับเหตุการณ์สยอดสยองอีกครั้ง เมื่อมีชาวบ้านหลายคนตายโดยปราศจากสาเหตุเมื่อทางการทราบข่าวจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจข้อเท็จจริงเหล่านี้ร่วมกับชาวบ้าน และเมื่อขุดศพขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ก็พบว่าศพแต่ละศพล้วนมีเลือดฝาด มีเขี้ยวงอกยาวที่มุมปาก และมีเลือดแห้งกรักติดอยู่และชาวบ้านก็ทำจากศพทั้งหมด 16 ศพตามกรรมวิธีของนายอาร์โนลด์ ผลสรุปเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเมดูเอ็นยาสรุปว่า ผีดูดเลือดอาร์โนลด์นอกเหนือจากล่าคนแล้วยังจับสัตว์มาดูดเลือดอีกด้วย และทิ้งซากเอาไว้ และเมื่อชาวบ้านพบซากสัตว์ดังกล่าวจึงนำไปทำอาหาร และได้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นผีดูดเลือด แพร่เชื้อออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ

    คุณเชื่อหรือไม่ว่ามันคือเรื่องจริง!

    บทนิยาม Gothic & Lolita

     
    Gothic & Lolita หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า Gosurori เป็น subculture ( วัฒนธรรมย่อย ) อย่างหนึ่งในสังคมญี่ปุ่น โดยทั่วไปจะใช้เรียก บุคคลหรือกลุ่มที่ชื่นชอบแฟชั่นหรือการแต่งกายแบบนี้ บุคคลที่ชื่นชอบ Lolita Fashion หรือ Gothic Fashion โดยไม่ได้มองอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงแฟชั่นแต่มีความชอบแบบลึกซึ้งกว่า ( aesthetic value ) รวมถึงบุคคลที่ชื่นชอบในตัวการ์ตูน ตัวคาแรคเตอร์หรือภาพวาดเกี่ยวกับ Gothic Lolita ส่วนใหญ่ผู้ที่ชื่นชอบสไตล์การแต่งตัวแบบนี้จะอยู่ในกลุ่มเด็กสาวอายุระหว่าง 10 -20 ปี เดิมทีเดียวเป็นจะเป็นกลุ่มย่อย ๆ ไม่ได้ถูกรู้จักแพร่หลายนัก ต่อมาเมื่อปี 1990 วงร็อคญี่ปุ่น MALICE MIZER ที่เป็นวงแบบ Visual Punk เริ่มโด่งดัง แฟน ๆ จึงเริ่มหันมาสนใจ โดยเฉพาะรูปแบบการแต่งกายของ มือกีตาร์ Mana ที่ถือว่าเป็นแบบ Gothic Fashion

    จุดเด่นการแต่งกายสไตล์ Gosurori


    ที่โดดเด่นเห็นมาแต่ไกล ดูแล้วใช่เนี่ย หนีไม่พ้น ลูกไม้สีขาวและกระโปรงสุ่มเหนือเข่าสีดำ ซึ่งเป็นการแต่งกายเลียนแบบยุควิคตอเรียน นอกจากนี้ยังมีการแบ่ง กลุ่มย่อยออกเป็น Sweet Lolita ซึ่งแต่งกายโดยใช้สีพาสเทล ลายน่ารัก Classic Lolita ที่เน้นการแต่งกายคลาสสิกกว่า เน้นลายพิมพ์ดอกไม้ เป็นต้น
    และยังมีบางกลุ่ม ที่ชอบแนวแรง ๆ ออกพังค์ นอกจากจะใช้ผ้าสีดำ - ขาวแล้วยังนำเอาสีแดงเลือดมาใช้ในเครื่องแต่งกายด้วย
    ส่วนเรื่องทรงผม แน่นอนว่าของแท้ดั้งเดิม ต้องยาวตรง สีดำ หรือดัดเป็นลอนคล้ายตุ๊กตา ( นึกไม่ออกก็ดูกุหลาบแวร์ซาย นั่นแหละ ผมดัดแบบนั้น ) แต่ในปัจจุบัน มีการย้อมผมสีน้ำตาลหรือใช้วิกหลากสีสันมากขึ้น ส่วนการแต่งหน้า ให้นึกถึงการแต่งหน้าของวง Visual Punk ของญี่ปุ่น ใช้แล้ว แบบฉบับเดิมคือ หน้าขาว ตา ปากดำ แต่เนื่องจาก กลุ่มที่ชื่นชอบเป็นเด็กสาว ส่วนใหญ่จะแต่งหน้าอ่อน ๆ ให้ดูสดใส น่ารักเหมือนเด็ก
    เครื่องประดับ แน่นอนที่คลาสสิก หนีไม่พ้น คือไม้กางเขน หัวกะโหลก ดอกกุหลาบและแมวดำ นี่เป็นแบบมาตรฐานทั่วไป แต่ผู้ที่คลั่ง Gothic Fashion เน้นไปทางแนวพังค์ หนีไม่พ้น เลือดและสัญลักษณ์เกี่ยวกับผีดูดเลือด

    ปัจจุบัน แนวการแต่งกายแบบนี้ ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบ คอสเพลย์ ในวงการการ์ตูน เช่น Paradise Kiss, Rozen Maiden, Godchild, Tsukuyomi - Moon Phase, Othello, xxxHolic, Trinity เป็นต้น นอกจากนี้ยังระบาดไปในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ เป็นต้น

    ที่ญี่ปุ่นเอง มีร้านที่ขายเสื้อผ้าแนวนี้เยอะเหมือนกัน แต่ส่วนมาก จะตัดกันเอง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์จริง ๆ อาจเป็นเพราะว่า ราคาชุดสำเร็จแพงมาก ทำเองจะถูกกว่า