Blood Diary's profileBlood DiaryPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
บันทึกของรัฐบาลยูโกสลาเวีย
ชาวโลกได้รู้จักกับความร้ายกาจและอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวในอาณาจักรความสยดสยองของผีดูดเลือดหรืออมนุษย์ผู้ไม่มีวันตาย และพยายามจะสร้างอาณาจักรผีดิบคือ "เคาน์แดร็คคิวลา" เรื่องราวของผีดิบดูดเลือดออกอาละวาดดูดเลือดจากลำคอของเหยื่อที่เป็นสตรี เพื่อต่อชีวิตตัวเอง และถ่ายทอดพันธุกรรมทางเลือด ให้เหยื่อกลายเป็นผีดิบดูดเลือดตามไปนั้น เป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานการบันทึกไว้จากรัฐบาลของ ยูโกสลาเวียที่ยังเก็บรักษาไว้ที่กรุงเบลเกรดจนปัจจุบัน จาเรื่องราวอันเป็นความเชื่อถือของชาวคาเพเธียน อันอยู่ในดินแดนแห่งความเร้นลับด้วยมนต์ดำและคาวเลือด.. ความเชื่อของชาวยุโรปตะวันออก เรื่องผีดูดเลือดหรืออมนุษย์
ในบันทึกของรัฐบาลยูโกสลาเวียนั้นได้บันทึกไว้ว่า มีใบร้องเรียนมายังกรุงเบลเกรด ให้จัดส่งคณะกรรมการไปจัดการกับผีดิบดูดเลือดที่ออกอาละวาดอยู่ในหมู่บ้านในเขตป่าดำ ( ป่าดำ อยู่ในแถบเทือกเขาสูง ในโรมาเนีย มัยฃนซุกซุมไปด้วยหมาป่าและสัตว์ร้าย ) ทางรัฐบาลตอบรับโดยจัดตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้น เมื่อไปถึงก็ได้นำเอาผู้ที่ร้องเรียนมาสอบปากคำได้การว่า ผีดิบที่อาละวาดเป็นชาวบ้านธรรมดา ได้ถึงแก่กรรมลงไปโดยสาเหตุธรรมดา ศพถูกนำไปฝังแต่แล้วก็มีคนพบว่าเขาออกเดินเพ่นพ่านในตอนกลางคืน เขาดูดเลือดหลานชายและหลานสาวไปสามคน และยังได้ดูดเลือดพี่ชายของเขาแท้ๆ เป็นศพที่สี่..เหยื่อรายที่ห้าคือหลานสาวคนเล็กของเขา แต่เด็กโชคดีที่ผู้ไปพบและขัดขวางเสียก่อน ผีดิบรายนั้นจึงหลบหายไป ชาวบ้านไม่กล้าจะออกล่า ได้แต่ระมัดระวังตัวเองและครอบครัว และได้ร้องเรียนมายังกรุงเบลเกรด เพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่มาปราบปราม จากนั้นคณะกรรมการก็ได้ให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นำทางไปยังหลุมฝังศพของชายผู้นั้นในตอนกลางคืน ชาวบ้านถือคบไฟนำทหารไปเป็นพรวน เมื่อไปถึงป่าช้าที่ฝังศพแล้วก็ขุดเอาโลงศพขึ้นมา... ปรากฎว่าดินที่ฝังศพนั้นมีลักษณะอ่อนนุ่ม และไม่แน่นหนาคล้ายกับว่าได้มีการขุดขึ้นมาแล้วของศพ แล้วก็กลับลงไป ในที่สุดโลงศพก็ถูกยกขึ้นมาจากหลุม เจ้าหน้าที่จึงกรูกันเข้าไปเปิดฝาโลง ศพที่นอนอยู่ภายในน่าจะขึ้นอืดหรือเน่าเปื่อยกลับมีสภาพเหมือนคนทั่วไปกำลังนอนหลับ มีเลือดฝาด ทั้งที่ชาวบ้านยืนยันว่าเขาตายมาแล้วสามปีแล้วไม่มีลมหายใจ แต่ที่ทำให้ทุกคนขนลุกเกลียวคือ หัวใจของเขายังเต้นอยู่เป็นปกติ หลังจากนั้นได้ทำการชันสูตรพลิกศพและทำการบันทึก แล้วนำเอาไม้ปลายแหลมมาจ่อที่ตรงทรวงอกด้านซ้ายตรงกับหัวใจ...ศพนั้นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งเพชฌฆาตทำหน้าที่นำเอาค้อนไม้ อัดลงไปบนด้ามไม้ปลายแหลมทำให้ไม้ทิ่มทะลวงลงไปจนมิด เสียงร้องดังกึกก้องขึ้นจากปากของผีดิบดูดเลือด ของเหลวสีขาวข้นเหมือนครีมทะลักออกมาก่อนตามด้วยเลือดสดๆ สีแดงฉาน ศรีษะศพถูกตัดออกจากตัว ร่างที่ไร้วิญญาณก็ตายลงอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ขยายหลุมให้กว้างขึ้น แล้วนำปูนขาวโรยเพื่อป้องกันเชื้อโรค และนำศพลงไปฝังอีกครั้ง...ทั้งหมดนี้ คือการบันทึกของรัฐบาลยูโกสลาเวีย ------------------------------------------------- ที่มา Within Temptation Within Temptation เป็นวง Gothic Metal จากเนเธอร์แลนด์ ก่อตั้งโดยมือกีต้าร์ Robert Westerholt และนักร้อง Sharon den Adel แนวดนตรีของวงนี้ถูกจัดว่าเป็นแบบ symphonic metal โดยได้รับอิทธิพล จาก gothic metal มาอย่างเต็มที่ รวมวงเพื่อนซี้สองคนคือ Westerholt และ Sharon den Adel เริ่มตั้งวงเมื่อปี 1996 แล้วก็รับ Jeroen van Veen เข้ามาเล่นเบส Martijn Westerholt เข้ามาเล่นคีย์บอร์ด และ Ivar de Graaf เข้ามาเล่นกลอง อยู่ช่วงสั้นๆช่วงหนึ่ง วงนี้ได้รับการติดต่อทำสัญญาอัดเพลงกับ DSFA Records ในปีนั้นเอง
อัลบั้ม Enter (1997) เป็นอัลบั้มเปิด ตัววง ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี วงนี้ต้องเปิดทัวร์แสดงถึง 4 ครั้ง หลังจากนั้นก็ถูกขอให้เปิดการแสดงในเทศกาล Dynamo Open Air ซึ่งเป็นเทศกาลใหญ่ ดนตรี Heavy metal เทศกาลหนึ่ง ของเนเธอร์แลนด์ ที่เมือง Eindhoven. วง Within Temptation ไปได้สวยในปี 1997 ด้วยการทัวร์ข้ามประเทศไปที่ เยอรมันนี และ ออสเตรีย
อัลบั้ม The Dance (EP) ( 1998 - 1999 ) ปี 1998 วง Within Temptation เปิดทัวร์แสดงอย่างต่อเนื่อง ชื่อเสียงและความสามารถของวงทำให้ได้เข้าร่วมเทศกาลดนตรี Dynamo Open Air อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ปล่อยอัลบั้มใหม่ๆออกมาอีก จนถึงปลายปี วงจึงออกแผ่นซีดี The Dance ในช่วงพักการตระเวณแสดง ปี 1999 นับเป็นปีที่อลหม่านวุ่นวายของวง จึงใช้เวลาช่วงนี้ จัดสร้างห้องอัดเสียง ของตัวเองและทำงานเพลงส่วนตัวของแต่ละคนไปก่อนที่จะมารวมตัวกันใหม่ในปีถัด ไป
อัลบั้ม Mother Earth ( 2000 - 2003 ) ปี 2000 เป็นปีที่วงคึกคักมาก เมื่อกลับมารวมกันออกทัวร์ ที่งานเทศกาลดนตรีสามแห่งคือ Waterpop / Bospop และ Lowlands นอกจากนี้ยังทำงานกับอัลบั้มชุดที่สอง Mother Earth. อัลบั้มนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและติดอันดับเพลงดังของเนเธอร์แลนด์อยู่นาน วง Within Temp. ออกแผ่นซิงเกิ้ล Our Farewell แต่ไม่สามารถไต่เข้าอันดับเพลงได้ ซิงเกิ้ลเพลงที่สองจากอัลบั้ม Mother Earth ชื่อ Ice Queen นับได้ว่าเป็นการเจาะแนวกลุ่มผู้ฟังขึ้นไปถึงอันดับที่ 4 ในเนเธอร์แลนด์ แต่กลับเป็นซิงเกิ้ลแผ่นแรกที่ขึ้นอันดับสูงสุดในเบลเยี่ยม ผลสำเร็จนี้มีส่วนช่วยดึงให้อัลบั้ม Mother Earth ไต่อันดับขึ้นไปอยู่ในอันดับที่สามของเนเธอร์แลนด์ได้ตอนปลายปี
อัลบั้ม The Silent Force (2004) แผนการการวางตลาดอัลบั้มที่สามของวงสำเร็จอย่างงดงามในปี 2004 ด้วยการปล่อย The Silent Force เมื่อ 15 พฤศจิกายน แพร่หลายไปทั่วยุโรป การจำหน่ายแผ่น ติดตลาดและอันดับเพลง เป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปหลายประเทศ วงยังได้จัดทัวร์แสดงข้ามชาติอีกในปี 2005 ทั้งนี้รวมไปถึงการจัดคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และที่ ดูไบ เพลง Stand My Ground and Memories เพลงซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดนี้ยังทำให้วงได้รับรางวัล Edison Award เป็นครั้งที่สองอีกด้วย
อัลบั้ม The Heart Of Everything (2007) เปิดตัวที่อันดับ 1 ของชาร์ท Dutch Album 100 (เป็นอัลบัมที่ขึ้นถึงอันดับ 1 เช่นเดียวกับอัลบัม The Silent Force) และเป็นผลงานของชาวดัทช์อัลบัมแรกที่ติดอันดับบน United World Chart โดยติดอันดับที่ 38 และขายไปได้ 50,000 ชุดในสัปดาห์แรกที่ออกจำหน่าย ขึ้นถึงอันดับ 1 ใน 8 ประเทศ และติดอันดับใน Top 100 ใน 11 ประเทศ ขายไปได้รวม 150,000 ชุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2007 -------------------------------------------------------
สำหรับผู้ที่สนใจเพลงต่างๆของวงนี้ ก็สามารถ Download ได้ในส่วน Music Download ของสารบัญ Gothic MetalGothic metal จัดอยู่ในข่ายของดนตรี Heavy metal โดยมีจุดกำเนิดใน Europe ประมาณต้นคริสต์ศักราช 1990 ซึ่งGothic metal เป็นผลมาจากดนตรีแนว doom-death Gothic metal บางครั้งถูกพิจารณาว่าเป็นดนตรีที่เล่นอย่างอิสระในแง่ของเสียงดนตรี เพราะว่าดนตรีชนิดนี้ถูกกำหนดโดยสิ่งที่ประกอบขึ้นจนเป็นเพลงนอกจากนี้ยังเป็น ดนตรีที่เกี่ยวความงามอย่างเป็นศิลปะ โดยจะขึ้นอยู่กับแต่ละวงที่จะนำเสนอ ดนตรีในแบบฉบับของตัวเอง Gothic metal ยังมีลักษณะเฉพาะในการใช้เสียงในการร้องสองเสียง การใช้ keyboards และ acoustic guitars ซึ่งทำให้แนวดนตรีแนวนี้แตกต่างจากดนตรี metal อื่นๆ Gothic metal นี้ค่อนข้างจะเป็นแนวดนตรีที่มีสานสัมพันธ์กับแนวดนตรีอย่าง doom metal,black metal และ death metal ด้วยองค์ประกอบของดนตรี การใช้synthesizer หนักๆกับทำนองและจังหวะ ซึ่งทำให้ตัวเพลงมีความก้าวร้าว Acoustic guitars บางครั้งถูกนำมาใช้ในดนตรี Gothic metal และในวงที่ใช้ guitar สองตัว จะมี guitar ตัวหนึ่งที่เล่นแบบ acoustic Acoustic guitar นี้จะถูกใช้ในแนวทางเดียวกันกับส่วน electronic และจะเล่นในทำนองที่มีความซับซ้อน การเล่น bass ในดนตรี Gothic metal ส่วนมากจะเล่นในโทนต่ำซึ่งจะคล้ายๆกับการเล่นในแนว doom metal บวกกับผสมผสานแนวดนตรีก้าวร้าวๆของ black metal และ death metal โดยส่วนมากแล้วการเล่น bass จะมีส่วนสำคัญโดยรวมต่อบรรยากาศในตัวเพลง Gothic metal บรรยากาศในตัวเพลงจะเน้นอารมณ์ในเพลง มีพลังและว่างเปล่า บรรยากาศในตัวเพลงนั้นจะแตกต่างจากดนตรี doom metal ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของดนตรีแนวใหม่อย่าง doom-death/gothic doom เนื้อเพลงส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับความรักและเรื่องเหนือความ การสร้างเนื้อหาในตัวเพลงนั้นส่วนมากจะอยู่ในยุค New Age หรือยุค Dark Ages, Victorian, Edwardian, Roman หรือในยุคสมัยใหม่ วงดนตรี Gothic metal ส่วนมากจะไม่ทำอัลบั้มโดยแยกเพลงแต่ละเพลงเป็นเอกเทศ แต่จะทำเป็น concept อัลบั้ม คือประมาณว่าต้องฟังเพลงทั้งอัลบั้มจึงจะเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดของเรื่อง พูดง่ายๆคือเหมือนดูภาพยนตร์ เพลงแต่ละเพลงจะต่อเนื่องจากเริ่มต้นจนจบ โดยจะมีกรอบของเรื่องที่วงดนตรีวงนั้นต้องการสื่อครอบเอาไว้ Penumbra's Seclusion และ Silentium's Sufferion - Hamartia of Prudence เป็นตัวอย่างอัลบั้มที่มีการเขียนเนื้อเพลงในสไตล์นี้ จุดกำเนิด(1983-1993)
ในปี 1990 วงดนตรีหน้าใหม่ไฟแรงจาก Northern England ได้นำดนตรี gothic rock แบบในปี 1980 มาผสมผสานกับการเล่น Guitar แบบจูนเสียงต่ำๆแบบเดียวกับวง Black Sabbath และเล่นดนตรีเหมือนวง doom metal อื่นๆจนกลายเป็นดนตรีแนวที่เรียกว่า Doom-death วงที่เล่นดนตรีแนวนี้ก็เช่น Paradise Lost, My Dying Bride และ Anathema ใน ขณะที่วง Doom-death แรกๆอย่าง Paradise Lost และ Anathema จะมีการใช้เสียงผู้หญิงบ้างในเพลงของพวกเขา แต่มีวงจาก Netherland คือวง The Gathering เป็นวงแรกที่มีนักร้องนำเป็นผู้หญิง คือ Marike Groot ในอัลบั้ม Always...และ Martine Van Loon ในอัลบั้ม Almost a Dance(ซึ่งภายหลังถูกแทนที่โดย Anneke van Giersbergen) สิ่งนี้เองเป็นแบบแผนสำหรับดนตรี Gothic metal ในการใช้เสียงร้องสองเสียง ซึ่งในภายหลังกลายเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีแนวนี้ วงที่ดำเนินรอยตามก็เช่นวง Tristania และ Theatre of Tragedy
Gothic Metal(1993-ปัจจุบัน)
-------------------------------------------------------- เครดิต คุณ stich แห่ง bloggang 10 สถานที่ท่องเที่ยวสุดสยองรอบโลก10 สุสานปานาโม (Las Catacumbas De Los Capuccinos) ภาพแฟชั่นแบบ Gothic & Lolita
เป็นแฟชั่นเทรน Gothic & Lolita ที่กำลังมาแรงในญี่ปุ่น (ในไทยอาจจะหาดูได้ยาก)
กลัดเข็มกลัดแบบนี้ สไตล์ Gothic & Lolita Punk
ศิลปะแบบโกธิคในตอนที่แล้วเราได้รู้จักกับคำว่าโกธกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาดูเรื่องราวที่จะนำไปสู่วัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกาย รวมถึงปรัชญาของพวกเราชาวโกธ คำว่าโกธิค นั้นคือ ชื่อเรียกลักษณะของศิลปะสถาปัตยกรรมในยุคกลางราวช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 12 พร้อมๆกับยุคศิลปะสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ [Romanesque] กินเวลาประมาณ 200 ปี ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในฝรั่งเศสโดยเริ่มต้นที่รูปแบบสถาปัตยกรรมของโบสถ์ และ มหาวิหารต่างๆนั่นเองซึ่งเราจะยังไม่พูดถึงในตอนนี้ ที่เราจะพูดถึงกันก็คือศิลปะก่อนเป็นอันดับแรกนั่นเอง
(มหาวิหารแห่งมิลาน หรือ Duomo di Milano เป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่อลังการงานสร้างสุดๆ)
(สถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ จะเห็นได้ชัดเลยว่า มีความเรียบง่ายผิดแผกไปจากแบบโกธิคมาก เพราะสถาปัตยกรรมแบบนี้เป็นแบบที่ยึดถือแบบโรมันดั้งเดิม) วิวัฒนาการของศิลปะแบบโกธิคนี้ได้เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 โดยเน้นความสมจริง ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเหมือนที่เป็นๆมา และ ยังมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิมอีกด้วย โดยศิลปะแบบโกธิคที่เด่นๆนั้นประกอบไปด้วยรูปสลักรูปปั้น ภาพเขียน หน้าต่างกระจกสี ภาพปูนเปียก (เฟรสโก Fresco) และต้นฉบับแบบลายมือ (ลายมือแบบศิลป์ๆที่พวกเราชาวโกธสุดแสนจะรัก) และศิลปะแบบโกธิคนี้เองที่เป็นรากฐานให้กับศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหรือแบบเรเนสซองส์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการนั่นเอง >>>ลักษณะโดยทั่วไปของศิลปะแบบโกธิค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนาหรือก็เรื่องทางโลกนั่นแหละกับทั้งเรื่องทางศาสนาซึ่งศิลปะแบบโกธิคนั้นมักจะเล่าเรื่องราวผ่านรูปภาพเป็นส่วนใหญ่ โดยในยุคแรกๆนั้นภาพส่วนใหญ่จะอยู่ในโบสถ์และวิหารมักจะเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาเดิม [The Old Testament] และ ภาคพันธสัญญาใหม่ [The New Testament] อยู่เคียงข้างกันเสมอ และตามมาด้วยภาพวาดของนักบุญ ส่วนภาพของพระแม่มารีนั้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าศิลปะแบบไบแซนไทน์ที่แพร่หลายในตอนนั้นก็คือ มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ลักษณะความเมตตาและความรักต่อพระบุตรปรากฏเด่นชัดกว่าเดิม และที่สำคัญก็คือมีการถ่ายทอดลักษณะความเป็นพระมารดาแห่งพระเยซูและพระมารดาแห่งสวรรค์ออกมาได้สมกับพระฐานันดรของพระนาง
(นี่เป็นแบบโกธิค จะเห็นได้ชัดเลยว่าต่างกันมากๆ) ส่วนศิลปะแบบทางโลกนะคะ เริ่มขึ้นในช่วงที่ การค้าและการปกครองนอกศาสน-จักรนั้นเฟื่องฟูขึ้นกว่าเดิม การค้าขายทำให้มีชนชั้นกลางขึ้นไปจนถึงระดับเศรษฐีเพิ่มขึ้นมากมายจนทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถจะสนับสนุนและอุปถัมภ์งานศิลปะของเหล่าศิลปินได้ งานศิลปะแบบโกธิคและการเขียนหนังสือซึ่งสมัยก่อนนั้นส่วนใหญ่ผู้เขียนมักจะเป็นพระที่อยู่ในวัดมากกว่า ดังนั้นในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เลยแพร่หลายมากขึ้นจนทำให้ผู้คนนั้นอ่านออกเขียนได้ มีความคิดความอ่านเป็นของตัวเองและการนี้เองเป็นจุดที่จะเริ่มต้นการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการเก่าๆให้กลับขึ้นมาค่ะ ที่สำคัญก็คือทำให้ศิลปะแบบโกธิคที่เข้าใจกันว่าต้องเป็นทางศาสนาเท่านั้น มีความเป็นทางโลกมากขึ้นโดยบรรดาศิลปินนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากวรรณคดี มีความคิดความอ่านที่สร้างสรรค์ไม่ยึดติดกับศาสนามากขึ้น และ ทำให้ผู้คนนั้นเข้าใจถึงแก่นแท้ของงานศิลปะมากกว่าเดิม แล้วช่วงนี้เองค่ะที่สมาคมของศิลปินได้ถูกจัดตั้งขึ้นมากมาย โดยได้แนวคิดมาจากสมาคมการค้าที่มีผลประโยชน์มากมาย อาทิเช่น สามารถเก็บสินค้าไว้กับสมาคมได้โดยปลอดภัยและไม่สูญหาย จากจุดนี้เองศิลปินส่วนใหญ่เลยตกลงใจที่จะรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อเก็บรักษางานศิลปะของตนเองไม่ให้สูญหายไปและชื่อของพวกเขาที่เซ็นไว้ใต้ชิ้นงานหรือหลังชิ้นงานก็จะไม่ลบเลือนไปด้วย จึงทำให้ทราบว่าเป็นผลงานของใคร ดูในส่วนของงานศิลปะทั่วๆไปกันไปแล้วและต่อไปเราก็จะมาดูงานประติมากรรมกันบ้าง
[Chartres Cathedral] และมหาวิหารแห่งนี้ไม่เป็นเพียงแค่มหาวิหารแบบโกธิคแห่งแรกของโลกเท่านั้นนะคะหากแต่เป็นต้นแบบของประติมากรรมแบบโกธิคอีกด้วย ทว่าไม่ใช่เป็นแห่งแรกเหมือนกับตัวมหาวิหารค่ะ อันที่จริงแล้วงานประติมากรรมแบบโกธิคนี้ได้ถูกนำมาจากแคว้นเบอร์กันดีในปี 1145 (แคว้นทางตอนกลางของฝรั่งเศส มีชื่อเสียงในการทำเหล้าองุ่น) ซึ่งต่อมาเมื่อรูปแบบนี้ถูกนำมาใช้ในมหาวิหารชาร์เตอรส์ฯ มันก็เลยกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานของประติมากรรมแบบโกธิคไปเลย >>>งานประติมากรรมแบบโกธิค งานประติมากรรมแบบโกธิคนั้นมีจุดกำเนิดมาจากบนผนัง เริ่มขึ้นในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่เขตอีเลอ เด ฟรองซ์ [?le-de-France – อ่านถูกหรือเปล่า ไม่ได้เรียนศิลป์ฝรั่งเศสเลยไม่รู้ว่าตัวหน้าอ่านยังไง] ซึ่งก็คือเขตการปกครองหรือมณฑลในฝรั่งเศสมีปารีสเป็นเมืองหลัก โดยผลงานที่ได้รับยกย่องว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบโกธิคชิ้นแรกของโลกนั้นคือวิหารเซนต์เดนิส [St. Denis Abbey] หรือ แซงต์เดอนิส
วิหารนี้สร้างเสร็จในปี 1140 ซึ่งภายหลังกลายเป็นระดับมหาวิหารชื่อว่ามหาวิหารชาร์เตรอส์ คาเตอดรอล ต่อมาแนวความคิดประติมากรรมแบบโกธิคได้แพร่กระจายออกจากฝรั่งเศสไปเกือบทั่วยุโรป ยกตัวอย่างเช่นในเยอรมนี เริ่มแพร่กระจายจากเมืองแบมเบิร์ก [Bamberg] ในปี 1225 เราจะเห็นอิทธิพลของประติมากรรมแบบโกธิคได้ตามโบสถ์ และ มหาวิหารแถบนี้เยอะแยะไปหมดเลย ตามมาด้วยตัวอย่างในอังกฤษ มันแปลกมากๆ! เพราะประติมากรรมแบบโกธิคนี่จะถูกจำกัดให้ใช้กับแค่สุสาน แล้วก็จะไม่ค่อยมีรายละเอียดมากมายซะด้วยสิ (ประมาณว่าเรียบสุดๆ = =) แต่ก็ต้องมาร้องอ้อกับความแปลกนี้ เพราะว่าในสมัยนั้นอังกฤษนับถือศาสนาคริสต์ในนิกายซิสเตอร์เซียน ซึ่งเป็นนิกายที่แยกย่อยออกมาจากโรมันคาทอลิกอีกทีหนึ่ง เป็นนิกายที่สมถะและเรียบง่าย ดังนั้นถ้าหากจะนำศิลปะประติมากรรมแบบโกธิคซึ่งมีความสวยงามหรูหราอยู่ในตัวมาใช้ก็จะเป็นการทำลายภาพพจน์นั่นเอง เรามาดูลักษณะของประติมากรรมแบบโกธิคกันดีกว่าค่ะ อันประติมากรรมแบบโกธิคนี้วิวัฒนาการมาจากงานในยุคแรกๆ ที่ไร้ชีวิตชีวาแข็งทื่อสมกับเป็นรูปปั้นจริงๆ หรือพูดง่ายๆก็คือแบบโรมาเนสก์ กลายเป็นประติมากรรมที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยมีการรื้อฟืนอิทธิพลแบบกรีก-โรมันโบราณเข้ามาใช้ด้วยคือมีการแกะสลักรอยผ้าให้ดูพลิ้วไหว รวมไปถึงสีหน้าท่าทางการแสดงออกที่ดูสมจริงสมจังขึ้นกว่าเดิม
แต่ว่า....ประติมากรรมแบบโกธิคก็เหมือนๆกับโรมาเนสก์คือมีจุดเริ่มต้น-รุ่งเรืองแล้วก็พัฒนาการ เพราะว่าในราวๆคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นการเริ่มต้นของยุคเรเนสซองส์ ทำให้ประติมากรรมแบบโกธิคนั้นพัฒนาไปเป็นประติมากรรมแบบเรเนสซองส์เช่นที่เราเห็นกันทั่วไปในกรุงโรมนั่นเอง >>>จิตรกรรมแบบโกธิค แล้วก็มาถึงหัวข้อสุดท้ายในตอนนี้ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องที่หนักและถือเป็นหัวใจในตอนต่อไปก็คือเรื่องจิตรกรรมแบบโกธิค จิตรกรรมในแบบที่สามารถเรียกว่า จิตรกรรมแบบโกธิคได้เต็มปากเต็มคำ นั้นปรากฏออกมาหลังจากการเริ่มต้นของสถาปัตยกรรมและประติมากรรมแบบโกธิคตั้ง 50กว่าปีหรือง่ายๆก็คือราวๆในปี ค.ศ.1200 หากแต่การส่งผ่านลักษณะจากจิตรกรรมแบบโรมาเนสก์สู่โกธิคนั้นมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนอย่างมาก เพราะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่เราสามารถเห็นได้ถึงจุดเริ่มต้นของสไตล์ที่เรียกได้ว่าเป็นโกธิคของแท้คือ ดูโศกเศร้า มืดมน และ ดูมีความรู้สึกมากกว่าจิตรกรรมในยุคที่ผ่านๆมามากมายนัก แล้วถ้าหากจะให้วิเคราะห์ถึงที่มาของอารมณ์ที่ดู ดีเพรส โศกเศร้า มืดมน ของโกธิคอย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบันนี้ก็คงจะได้อิทธิพลมาจากทางนี้อยู่โขเหมือนกันลองสังเกตดูจากภาพข้างล่าง
(แม้ว่าภาพนี้จะถูกวาดในยุคที่อยู่ในยุคหลังจากยุคโกธิคตั้งหลายปีดีดัก ไม่สิต้องหลายศตวรรษเลยด้วยซ้ำ เพราะภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี 1930 อารมณ์ของภาพนี่ประมาณว่าเศร้าและมืดมนมาเลยทันทีที่ได้ดูภาพ หรือใครจะคิดเป็นอารมณ์อื่นก็ได้แต่เราคิดว่ามันให้ความรู้สึกแบบนั้นน่ะ) มาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า งานจิตรกรรมแบบโกธิคนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของความเชี่ยวชาญพื้นฐานในด้านงานช่างศิลป์ 4 ประการในการทำงานศิลป์แบบโกธิค ได้แก่ ภาพปูนเปียก [Frescos] ภาพบนกระดานไม้ [Panel Paintings] ภาพวาดประกอบเรื่องราวหรือที่เรียกกันว่าอิลลัสสเตรชัน [Manuscript Illumination-แต่ส่วนใหญ่ในยุคนั้นมักจะเป็นภาพประกอบเรื่องราวในพระคัมภีร์มากกว่า] และ งานกระจกสี [Stain Glassed] อันงานภาพปูนเปียกนี้ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องในโบสถ์ตั้งแต่แบบดั้งเดิมยุคแรกๆแล้วในยุโรปทางตอนใต้โดยเป็นการเล่าเรื่องราวหลักๆผ่านภาพเขียน แต่ว่าในทางตอนเหนือของยุโรปงานกระจกสีกลับได้รับความนิยมมากกว่าจนแพร่กระจายไปทั่วยุโรป หากแต่สิ่งเหล่านี้ก็ถูกแทนที่ด้วยภาพบนกระดานไม้ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศอิตาลีราวๆศตวรรษที่ 13 และก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วถึงขั้นออกไปนอกยุโรปด้วย ซึ่งต่อมางานจิตรกรรมชนิดนี้ก็ค่อยๆเข้าไปแทนที่งานกระจกสีทีละน้อยๆในที่สุด
[Panel Painting] +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ ที่มา 1. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี 2. wikipedia ที่มาของคำว่า“โกธ” [Goth]คำว่าโกธ จริงๆแล้วเป็นชื่อชนเผ่าชนเผ่าหนึ่งในยุคกลาง ซึ่งเป็นชนเผ่าอนารยชนในสาขาเยอรมานิกตะวันออก เราจะเรียกกันว่าชาวโกธิค หรือ กูแตนส์ (Gutans) ช่วงแรกๆมีการตั้งถิ่นฐานกันอยู่ในจอร์แดน ทางฝั่งซ้ายของแถบสแกนดิเนเวีย แต่ที่เป็นหลักเป็นฐานอย่างมั่นคงก็คือใกล้ๆกับแม่น้ำวิสตูลา (Vistula) ซึ่งเป็นประเทศโปแลนด์ในปัจจุบันนั่นเอง แต่ทว่าในศตวรรษที่ 3-4 นั้นได้ไปลงหลักปักฐานกันซะมั่นคงในแคว้นซิธเธีย-Scythia (ปัจจุบันอยู่ในโซเวียตหรือรัสเซีย) เดเซีย-Dacia (เป็นอาณาจักรโบราณอาณาจักรหนึ่งที่โรมันยึดได้ อยู่ระหว่างเทือกเขาคาร์พาเธียน) บางส่วนของโมเอเชีย-Moesia (เมืองโบราณที่อยู่ในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้) และ เอเชียไมเนอร์ (แถวๆตุรกีตอนนี้อ่ะนะ)
แต่....แต่ในทุกสังคมย่อมมีความไม่ลงรอยกันรวมถึงเผ่าโกธิคด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 5-6 ได้แยกออกเป็น 2 ก๊ก 2 เหล่าคือ วิสิโกธ กับ ออสโทรโกธ โดยแบ่งดินแดนกันปกครองบนอาณาจักรโรมันที่อำนาจได้ตกทอดมาสู่มือพวกโกธคือบนคาบสมุทรไอบีเรียนทั้งหมด ซึ่ง วิสิโกธนั้นปกครองทางฝรั่งเศสและสเปน ส่วนออสโทรโกธปกครองแถบอิตาลี เมื่อแบ่งจัดสรรสมบัติกันลงตัวแล้ว ทีนี้ก็มาถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้มี วัฒนธรรมสไตล์โกธิคกันในปัจจุบันกันนั่นก็คือ ศาสนาคริสต์นั่นเอง สำหรับบันทึกทางประวัติศาสตร์ยุคแรกๆของชาวโกธนั้นมีชื่อเรียกว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” [Jordanes Getica ถ้าอ่านผิดก็ขออภัยด้วยนะ] เป็นข้อความที่ค่อนข้างกระชับรัดกุมมีจำนวนทั้งหมด 12 ฉบับ ซึ่งเขียนขึ้นในอิตาลี โดย คาสสิโอโดรัส [Cassiodorus] นักเขียน ข้าราชสำนัก และ นักบวช ในราชสำนักของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราช [Theodoric the Great] กษัตริย์ของออสโทรโกธ (ยังจำได้อยู่รึเปล่า) เริ่มเขียนในปี คริสต์ศักราช 530 เป็นเวลา 4 ปีหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าธีโอดอริคและ เสร็จสิ้นในปี 551 ศาสนาคริสต์ถูกนำเข้าสู่พวกโกธิคโดยนักโทษชาวโรมัน อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศมาตั้งแต่เก่าก่อนหรือว่าอาจจะเป็นเชลยศึกก็เป็นได้ เพราะในสมัยนั้นเราก็สามารถคิดได้สองแบบ แล้วศาสนาคริสต์ก็แพร่หลายไปได้รวดเร็วพอซะด้วยสิ พอที่จะทำให้กษัตริย์ของชาวโกธของสายเตอร์วิงกี [Thervingi] หลายๆพระองค์และผู้สนับสนุนเกิดความไม่พอใจ จึงสั่งประหารผู้ใดก็แล้วแต่ที่นับถือศาสนาคริสต์ จนชาวคริสต์ที่เป็นชาวเตอร์วิงกีอพยพลี้ภัยนี้ไปยังโมเอเชีย ซึ่งนำโดยผู้ที่แปลพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาโกธิคก็คือ วัลฟิลา [Wulfila] หรือท่านอัลฟิลาส [Ulfilas] บิชอปคนแรกของชาวโกธนั่นเอง
[ท่านบิชอปอัลฟิลาส หรือ วัลฟิลา]
[พระเจ้าธีโอดอริคมหาราช ศิลปะแบบไบแซนไทน์] นักประวัติศาสตร์หลายๆคน อาทิ ปีเตอร์ ฮีเธอร์ และ มิคาอิล คูลิโคสกี กล่าวว่า บันทึกที่ชื่อว่า “จอร์ดาเนส เจติกา” นี้นำเสนอเรื่องราวของพระเจ้าธีโอดอริค ราชวงศ์ของพระองค์ และ ประวัติศาสตร์ของชาวโกธไปในแนวทางที่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อการโฆษณาซะมากกว่า ส่วนแหล่งที่มาหลักอื่นๆของประวัติศาสตร์ของชาวโกธในที่ค้นพบหลังๆนั้น ประกอบไปด้วยหนังสือที่ชื่อว่า Ammianus Marcellinus' Historiae กล่าวถึงการรวมกลุ่ม “แบบเฉพาะกิจ” ของชาวโกธในสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นสงครามระหว่าง จักรพรรดิโปรโคปิอุส [Procopius] และวาเลนส์ [Valens] ในราวๆปี ค.ศ.365 และเล่าถึงการอพยพลี้ภัยและการก่อกบฏของชาวโกธในราวๆปี ค.ศ.376-382 และตามมาด้วยหนังสือ Procopius' de Bello Gothico ซึ่งเล่าถึงสงครามของโกธิคในราวๆปี ค.ศ. 535-552
[แม่น้ำดานูบ] จากการอ้างอิงจาก จอร์ดาเนส เจติกา คาสสิโอโดรัสกล่าวว่า ชาวโกธนั้นมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่แถบสแกนดิเนเวีย จากบันทึกมีการกล่าวบรรยายถึงลักษณะภูมิประเทศและเอ่ยถึงชื่อดินแดนด้วยว่าชื่อ กอธแลนด์ [Gotland] ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น G?taland ซึ่งเป็นจังหวัดจังหวัดหนึ่งของประเทศสวีเดนในปัจจุบัน ส่วนการแตกเป็นก๊กเป็นหมู่ของโกธนั้นกล่าวไว้ว่า พวกกูตาร์ [Gutar] แยกออกมาก่อน โดยพวกนี้ได้ทำการอพยพร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของริมฝั่งแม่น้ำวิสตูลาในช่วงศตวรรษที่ 3 และทำการลงหลักปักฐานในแคว้นซิธเธียนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ยังจำได้นะ) ซึ่งพวกเขาเรียกที่แห่งนี้ว่า “โอเอียม” [Oium] ซึ่งแปลได้ว่า ดินแดนแห่งสายน้ำ สำหรับการเข้ารีตเป็นชาวคริสเตียนของสายเตอร์วิงกีและเกรอตังกีนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 4 โดยการชักจูงของชาวอาณาจักรไบแซนไทน์ที่เข้ามาทำการค้าการขายกันในตอนนั้นและจากสัญญาทางการทหารที่มีกับอาณาจักรไบแซนไทน์ด้วย ซึ่งในตอนนี้เองชาวโกธผู้น่ารักของเราก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น โดยเริ่มทำตัวเป็นสุภาพชนผู้มีวัฒนธรรมมากขึ้น ต่อมา อาณาจักรฮันนิค [Hunnic] หรือ ฮั่นนั่นเอง เริ่มแผ่ขยายอำนาจมายังอาณาจักรของชาวออสโทรโกธหรือสายเตอร์วิงกีนั่นละ (โถๆๆกว่าจะออกมาในบันทึกนี้) ในช่วงทศวรรษที่ 370 ชาวโกธเองก็เป็นอีกชนกลุ่มหนึ่งที่รักอิสรเสรีภาพของตัวเอง จากภายใต้การกดดันของชาวฮั่น กษัตริย์ของพวกออสโทรโกธ หรือ เตอร์วิงกี นามว่า ฟริทิเจิร์น [Fritigern] ก็ได้ทำการเจรจาขอความช่วยเหลือจากวาเลนส์จักรพรรดิของอาณาจักรโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์นั่นละ ว่าขออนุญาตอพยพไปอยู่ยังดินแดนชายฝั่งแม่น้ำดานูบทางตอนใต้กับชาวท้องถิ่นของอาณาจักรไบแซนไทน์ได้หรือไม่ ซึ่งวาเลนส์เองก็อนุญาต แต่แม้ว่าการอพยพไปยังป้อมปราการแห่งดูรอสโทรัม [Durostorum] จะเป็นไปได้ด้วยดีแต่ว่าก็ทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงตามมาในภายหลังซึ่งเกิดจากการปะทุของสงครามโกธิค [The Gothic War] ในปี 376-382 โดยในคราวนี้เองวาเลนส์ก็ได้สิ้นชีพในการปะทะที่ เอเดรียโนเปิล [Battle of Adrianople] ทางด้านวิสิโกธภายใต้การนำของพระเจ้าอลาริคที่ 1 [Alaric I] ซึ่งทางนี้ได้อพยพเข้ามายังเมืองหลวงใหม่ของโรมที่ย้ายมาจากที่เก่าในปี 410 ซึ่งมีชื่อว่าเมืองราเวนนา [Ravenna] โดยภายใต้การนำของจักรพรรดิโฮโนริอุส [Honorius] ซึ่งต่อมาชาวเผ่าแวนดัล [Vandal] ได้รุกรานเข้ามาในบริเวณที่ตั้งของแคว้นอากีแตน [Aquitaine] ในปัจจุบันซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกวิสิโกธในขณะนั้น ดังนั้นชาววิสิโกธก็เลยทำการต่อสู้จนได้รับชัยชนะทำให้จักรพรรดิโฮโนริอุสออนุญาตให้พวกเขาปกครองตนเองอย่างถาวรในแคว้นอากีแตนซึ่งเป็นผลทำให้พวกเขาปกครองแผ่ขยายอำนาจไปจนเกือบจะทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรียซึ่งแน่นอนว่ารวมสเปนด้วยในปี 475 กลับมาที่ออสโทรโกธกันบ้าง ในระหว่างนั้นเองพวกเขาก็เป็นอิสระจากการปกครองของชาวฮั่นแล้ว (เย้~ดีใจๆ) ซึ่งเป็นผลมาจากการปะทะกันในชื่อว่า Battle of Nedao ในปี 454 โดยพระราชโองการของจักรพรรดิซีโน [Zeno] หรือพูดง่ายๆว่าจักรพรรดิซีโนเป็นผู้ประกาศให้ชาวออสโทรโกธเป็นไทนั่นเอง ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 6 ชาวโกธทั้งสองกลับมารวมตัวเฉพาะกิจอีกครั้งภายใต้มหาเศวตฉัตรเดียวกันโดยการปกครองของพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชซึ่งสามารถพิชิตอิตาลีทั้งหมดได้ในปี 488 และจากนั้นพระเจ้าธีโอดอริคมหาราชก็ทรงปราบดาภิเษกขึ้นสำเร็จราชการและสถาปนาอาณาจักรวิสิโกธิค [Visigothic Kingdom] ขึ้นมาหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอลาริคที่ 2 ในปี 507 สำหรับราชอาณาจักรของชาวออสโทรโกธนั้นมั่นคงยืนยาวมาจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 553 ภายใต้การนำของพระเจ้า Teia อาณาจักรอิตาลีที่เคยถูกรวบอำนาจในการปกครองเมื่อครั้งกระโน้น ก็กลับไปเป็นของอาณาจักรไบแซนไทน์อีกครั้งหนึ่งจนกระทั่งถูกพิชิตโดยพวกแลงโกบาร์ดซึ่งเป็นอีกเผ่าหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของอิตาลี ในปี 568 และราชอาณาจักรของพวกวิสิโกธนี้เองที่อยู่ยืนยาวที่สุดไม่ถูกกลืนหายไปกับเผ่าใด แต่จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 711 ชาววิสิโกธภายใต้การนำของร็อดเดอริค [Roderic] ที่เป็นผู้นำแต่ไม่ใช่กษัตริย์เพราะช่วงนั้นชาวโกธไม่มีกษัตริย์ปกครอง ซึ่งได้ปักหลักกันอยู่บริเวณแคว้นอากีแตน [Aquitaine]นั้นได้ถูกขับไล่ออกไปจากฝรั่งเศสโดยต้องถอยร่นไปยังประเทศสเปนในปัจจุบันอย่างเต็มตัว (อ้างอิงจาก สเปน หน้าต่างสู่โลกกว้างหน้า 28 และ วรรณกรรมเรื่อง The Templar Legacy หรือตำนานลับขุมทรัพย์เทมปลาร์บทที่ 16 หน้า 113 หาอ่านได้ตามร้านหนังสือทั่วไปค่ะ แต่อย่าไปยืนอ่านฟรีจนน่าเกลียดนะ) จนในที่สุดในปีค.ศ. 714 สเปนได้ถูกรุกรานจากชาวมุสลิมทางแอฟริกาเหนือ (อ้างอิงจาก ยุโรป หน้าต่างสู่โลกกว้าง หน้า 34) ชาววิสิโกธที่ตั้งรกรากกันอยู่ที่นั่นจึงต้องยอมจำนนอย่างช่วยไม่ได้ และที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็คือการถูกกลืนหายไปของชาวโกธทั้งสองเผ่าพันธุ์นั่นเอง
[แคว้นอากีแตนคือบริเวณสีม่วงๆ] แต่สำหรับชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้ที่อยู่ในสวีเดนนั้นถือว่ามีความสำคัญมากทีเดียว เพราะว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นชาติสวีเดนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่กว่าที่ข้อเท็จจริงที่ว่าชาวสวีเดนนั้นสืบสายโลหิตมาจากชาวโกธดั้งเดิมขนานแท้นี้จะได้รับการยอมรับนั้นก็ปาไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว ส่วนชาวโกธอีกทั้งสองของเรานั้นก็กลายเป็นต้นตระกูลของชนชั้นสูงชาวสเปน (วิสิโกธ) และชาวยุโรปในแถบอิตาลีและบริเวณใกล้เคียงนั้นตราบจนถึงทุกวันนี้ (ออสโทรโกธ) จริงๆแล้วเรื่องราวของพวกเขาเหล่านี้นั้นยาวและละเอียดกว่านี้ เพราะว่าชาวโกธนั้นมีบทบาทมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ของช่วงต้นยุคกลาง หากจะนำมาเล่าให้ละเอียดตามเท่าที่หาได้นั้นคงจะกินเวลานานมากในการเล่าดังนั้นการรู้จักพวกเขาพอสังเขปเพียงเท่านี้ก็น่าจะโอเคแล้วนะคะกับการที่เราจะต้องไปรู้จักลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่ลักษณะวัฒนธรรมทางดนตรีและการแต่งกายของชาว ‘โกธิค’ ในปัจจุบัน สุดท้ายมาปิดท้ายกันด้วยภาพของอาวีญง อีกแคว้นที่ชาววิสิโกธเคยเข้าไปตั้งถิ่นฐานกันดีกว่า
[พระราชวังพระสันตะปะปา ในสมัยที่ย้ายศาสนจักรมาอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิค]
อ้างอิงบางส่วนจาก 2. http://www.newadvent.org/cathen/index.html 3. +Essential_Eidos+ จากเว็บ เด็กดี
Gothic PunkGothic Punk การแต่งกายแบบนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่เด็กวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นหัวพังค์ในตอนนี้ ซึ่งจะเป็นการแต่งกายที่ดูขรึมๆน่ากลัวดูไฮโซๆคล้ายกับพวกแวมไพร์หรือผีดูดเลือดและแม่มดนั่นเอง ซึ่งเป็นแฟชั่นแบบ "Dark Style" ส่วนใหญ่ก็จะมีสีดำตามแบบฉบับของพังค์ แต่ก็อาจจะมีสีอื่นๆแซมมาได้อย่างเช่นสี ขาว แดง เป็นต้น นั่นก็อยู่ที่สไตล์การแต่งตัวของแต่ละคน ที่มาของแฟชั่นแนวนี้มาจากทางยุโรปเหนือและแถบอังกฤษ ซึ่งต้นกำเนิดก็มาจากคนพื้นเมืองที่เรียกกันว่า "ชาวโกธิค" (มิน่าล่ะ) หรืออาจจะเห็นเสื้อแนวแบบนี้ได้จากเรื่อง "หนุ่มหล่อเฟี้ยว แปลงโฉมสาว" ที่มีหนังสือการ์ตูนขายอยู่ในบ้านเรานั่นเอง +-+-+ตัวอย่าง+-+-+
เท่ดีๆ
อืมๆ
หน้าแก่ไปนีส -_-
แม่มดสวยใสไฮโซ ยุคของ Gothicมี 3 ยุค ด้วยกันคือ ว่าด้วยดนตรีMetalอ้างอิงจากภาพยนต์เรื่อง METAL A HEADBANGER'S JOURNEY ของผู้กำกับ SAM DUNN และ SCOT McFADYEN (แนวดนตรีและวงตัวอย่างในแต่ละแนวเป็นส่วนที่อยู่ในภาพยนตร์ตามแนวคิดของผู้สร้างเป็นหลัก)ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารMETAL MAGAZINE Issue 29 Eary Metal (1966-1971)เป็นยุคที่ดนตรีร็อคเล่นหนักขึ้น และกีต้าร์พ่วงเอฟเฟ็กต์ ประกอบกับมีกต้าร์โซโล่มากขึ้น PUNKSPUNKS...พังค์ พังค์เกิดขึ้นจริงๆเมื่อยุค 1970' ในประเทศอังกฤษ ปัจจุบันสไตล์ของพังค์ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ที่เคยได้ยินมาก็มี Gothic Punk, Lolita Punk, Rock Punk, Street Punk, Fetish Punk, Old skool Punk...etc... Gothic Punk เป็นการรวมกันระหว่างความเป็นGothicกับพังค์ ซึ่งGothicเป็นแฟชั่นสมัยยุคมืดของยุโรปโบราณ เน้นความลึกลับ และความตาย เป็นหลัก สีที่ใช้ก็จะเน้นสีดำซึ่งหมายถึงความตาย แต่เมื่อเอามารวมกับแฟชั่นพังค์แล้ว จะเน้นไปทางความรู้สึกลึกลับและรุนแรงมากกว่า เสื้อผ้าก็จะเน้นไปทางสีดำ+ขาว+แดง
Lolita Punk เป็นแนวน่ารัก สวยแบบเด็กสาว เหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย เป็นการรวมกันระหว่างแฟชั่นLolitaซึ่งจะเน้นแต่งกายแบบพวกชั้นสูง คล้ายกับอยู่ในโลกของจินตนาการ พวกกระโปรงบานๆประกอบด้วยลูกไม้หวานๆ เน้นสีสันน่ารักๆของโลลิต้า บวกกับความเป็นพังค์ที่จะออกแนวเท่ๆ เน้นหนักไปทางสีดำและขาว(+กระโปรงลายสก็อต)แล้วก็จะออกมาเป็นแนว Lolita Punk
นิยามของ GothicGothic / goth คำว่า Gothic เนี่ยไม่ค่อยจะดีนัก bizarre แปลก ประหลาดอะไรทำนองนั้น gothic มีความหมายหลายอย่าง หมายถึง movementของศิลปะ ที่เห็นได้ชัดคือ สถาปัตยกรรมแบบโกธิค โดยเฉพาะโบสถ์ หลังคาสูง ยอดแหลมๆ ในตอนนั้นเชื่อกันว่ายิ่งสร้างโบสถ์ได้สูงเท่าไหร่ ก้อจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากเท่านั้น ดังนั้นโบสถ์แบบโกธิคจะสูงมากๆ ที่ฝรั่งเศสมีโบสถ์แบบนี้เยอะ เช่น Notre Dame ที่เรารู้จักกันดีในหนังการ์ตุนของwalts Disney คนคร่อมแห่งnotre Dameอะ นอกจากนี้ยังมีในอีกหลายๆประเทศในยุโรป ศิลปะแบบโกธิคมีหลายยุค ที่perfectที่สุดเรียกว่า high gothic ..ถ้าจะให้เข้าใจความหมายของคำว่าgothicมากขึ้น ให้ลองคิดถึงอะไรที่มืดๆ ความน่ากลัว ความหนาว สุสาน อะไรเงี้ย ถ้าเคยดูเรื่อง Adam's family, nightmare before Christmas, corpse bride, sleeping hollow อะใช่เลย หรือมิวสิควีดีโอของ Evanescence หรือเพลง Helenaของ My Chemical Romanceถ้าเคยดุจะเข้าใจgothic มากขึ้น ส่วนแฟชั่นแนวgothic เราว่าสีหลักๆคือ แน่นอนต้องเป็นสีดำ เป็นชุดยาวๆอะไรประมานนั้น แต่งหน้าแบบใช้ eyeshadowหรือ eyeliner หนักๆ เราว่าแฟชั่นแบบgothic ไม่ค่อยพบได้บ่อยนั้น ไม่ใช่mainsteam Gothic Lolita แบบต่างๆวันนี้จะมาว่าด้วยเรื่องของ Gothic Lolita ประเภทต่างๆ เริ่มด้วย
CLASSIC LOLITA
ELEGANT GOTHIC LOLITA
ELEGANT GOTHIC ARISTOCRAT
SWEET LOLITA
GOTHIC PUNK
PUNK LOLITA
NEOGOTHIC
DANDY GOTHIC & KODONA
WA-LOLI
QI-LOLI
__________________________________________ 10 อันดับคำสาปของโลกอันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond) เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป! อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา, โปรตุเกส วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย! อันดับ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์ ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป-หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบทแม็คเบ็ธ อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์, สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุร! กล่าวกันว่าเขา ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์, สหรัฐฯ แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและผี โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการ จัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์ อันดับ 5 คําสาปของตุตันคาเมน, อียิปต์ เรื่องนี้เราคงเคยได้ฟังกันมาแล้ว จึงขอผ่านนะครับ สรุปสั้นๆแค่ว่า ทั้ง โฮวาร์ด คาร์เตอร์, ลอร์ด คาร์นาวอน และผู้มีส่วนรบกวนสุสานของฟาโรห์องค์ นี้ ล้วนมีอันล้มหายตายจากก่อนวัย อันควรทั้งนั้น อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาท ลอนดอน (Tower of London) ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูก ใช้เป็นที่คุมขังและ ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่ง อังกฤษ! อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น อันดับ 2 คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813 อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden) นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลยครับ โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม-มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่นายงูตัวแสบซิครับ มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องซิครับ ตำนาน Vampire กับ Rabies virus เกี่ยวกันยังไงRabies virus นั้นเป็นไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็น RNA แต่เป็น minus stranded จัดอยู่ใน order Mononegavirales (Family Rhabdovirus ) มีไวรัสที่ร้ายแรงหลายชนิดคับที่จัดอยู่ใน order นี้ ยกตัวอย่างเช่น Ebola virus อันนี้ทุกคนคงรู้จักดีใช่ไหมครับ Ebola ทำให้เกิด haemorrhage (เลือดออกตามทวารต่างๆ ของร่างกาย) และเป็นอันตรายถึงตายอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์พึ่งค้นพบได้ไม่นานคับว่า พาหะของ Ebola virus ก็คือ ค้างคาวกินผลไม้ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ระบาด และคนในท้องถิ่นของแอฟริกา นิยมกินค้างคาวเป็นอาหาร นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไวรัสสามารถ infect เข้ามาในคน และเนื่องจากคนไม่ใช่พาหะ คือไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ well adapted สำหรับ Ebola ดังนั้น เมื่อไวรัสข้ามมายังคน ก็ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างรวดเร็ว (การข้ามจากสัตว์มาสู่คน เราเรียกว่า zoonosis) มีทฤษฏีว่าตำนานแวมไพร์ผีดูดเลือด อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากผู้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้า ตำนานแวมไพร์นั้นถือกำเนิดในยุโรปตะวันออก ซึ่งเป้นที่ที่มีการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าครั้งใหญ่ในปี 1720 โรคพิษสุนัขบ้า ติดต่อกันผ่านทางการ"กัด" ซึ่งตรงกับตำนานแวมไพร์ที่เมื่อแวมไพรกัดเหยื่อ เหยื่อที่โดนกัดก็จะเป็นแวมไพร์ไปด้วยหนำซ้ำผู้ติดเชื้อจะมีพฤติกรรมผิดปกติ อย่างเช่นคนไข้รายนึงซึ่งมีอาการ"wandering lunatic" พาหะของไวรัสพิษสุนัขบ้านี้ก็คือสุนัข หมาป่า และค้างคาว ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในตำนานแวมไพร์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาป่า ตำนานว่ามนุษย์หมาป่านั้นเกิดจากคนที่ถูกหมาป่าปีศาจกัด) ไวรัสพิษสุนัขบ้านั้นส่งผลต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนที่ควบคุมความก้าวร้าวและทางเพศ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอารมณ์ก้าวร้าวและมีอารมณ์ทางเพศรุนแรง หนำซ้ำยังส่งผลต่อสมองส่วน"ไฮโปทาลามัส"ซึ่งควบคุมการนอนหลับ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีปัญหาเรื่องการนอน และมักจะตื่นขึ้นมากลางดึก เครดิต เปิดตำนานแวมไพร์จุดเริ่มแรกของแวมไพร์ขนานแท้และดั้งเดิม เกิดขึ้นเมื่อกว่าหกพันปีก่อนในดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศอิรัก
ผีดูดเลือดของกรีซยังมีอีกประเภท ที่เรียกว่า "วไรโคลากัส" มันชอบเรียกชื่อคนยามวิกาล หากใครขานรับ หรือเปิดประตูดูว่าใครมาเรียก มีหวังโดนมันดูดเลือด กลายเป็นแวมไพร์ไปกับมันด้วย วิธีฆ่าผีดูดเลือด วไรโคลากัส ก็คือวิธีที่เราเห็นในหนังฝรั่งทั่วไป ด้วยการเอาลิ่มไม้ตอกหัวใจ ตัดหัว แล้วเอาหัวมันวางไว้ตรงปลายเท้าที่มันนอน เท่านี้ผีก็เอื้อมไม่ถึง...ไม่สามารถหยิบหัวมาต่อกับร่างได้ ถ้าหัวขาดมันก็มองอะไรไม่เห็น ไม่มีปัญญาลุกไปอาละวาดที่ไหน ว่ากันว่า ผีดิบยุโรป คือคนที่ศพไม่ได่ถูกฝัง หรือทำพิธีตามประเพณี หรืออาจถูกคว่ำบาตร ไล่ออกจากการเป็นคริสตศาสนิกชน ถ้าจะให้วิญญาณไปสู่สุคติ บาทหลวงต้องมาสวด ทำพิธีอโหสิให้ แวมไพร์เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ คนโบราณทั่วโลกทั้งเกลียดทั้งกลัวมัน แต่ทุกวันนี้ก็มีวัยรุ่นและหนุ่มสาวไม่น้อยที่อยากเป็นแวมไพร์ โดยพยายามทำพฤติกรรมเลียนแบบแวมไพร์ หรือแม้แต่คิดว่าตัวเองเป็นจริงๆ นั่นคือ ด้วยการนอนเวลากลางวัน ตื่นเวลากลางคืน แต่งตัวสีดำหรูหราคล้ายๆ สไตล์โบฮีเมียม เสริมเขี้ยว และอาจจับคู่กันเพื่อเจาะเลือดจากต่างฝ่ายมาดูดกินพอเป็นพิธี ที่ทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าเท่ แวมไพร์เป็นขบถสังคมที่หวาน เศร้าและโรแมนติกมาก...ขณะเดียวกันก็เร้นลับ และมีอำนาจคล้ายๆ แม่มดอยู่ไม่น้อย จริงๆ แล้ว แวมไพร์ที่โลกเกลียดกลัวมาเนิ่นนานนับพันๆ ปีนั้นมีลักษณะอย่างไรแน่? แวมไพร์ในตำนานโบราณ เป็นคนละเรื่องกับผีดูดเลือดที่เราเห็นในจอหนัง ค.ศ.1931 เบลา ลูโกซี่ พระเอกหนังสวมบทบาทเป็นท่านเคาน์แดร๊กคิวล่า คนโบราณเล่ากันว่า แวมไพร์มีหลายประเภท แค่แยกได้ชัดเจนเป็นสองประเภทคือ หนึ่ง ผีดิบแวมไพร์ที่เห็นเป็นตัวตน กับสอง แวมไพร์ที่มีพลังอำนาจเป็นท่านปีศาจ แวมไพร์ประเภทแรกนั้นเป็นผีดิบที่ฟื้นจากความตาย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นศพที่ตะกายขึ้นมาจากหลุม มันจึงไม่ได้ใส่เสื้อคลุมยาว หรือมีชุดแวมไพร์โก้หร่าน แต่มันอยู่ในผ้าห่อศพ ผิวหนังมันไม่ได้ซีดขาว แต่เป็นสีแดงแบบมีเลือดฝาด ด้วยเหตุนี้ มันจะกระเทือนความรู้สึกของนักล่าแวมไพร์มาก เมื่อตอกลิ่มลงไป เลือดจะพุ่งกระฉูดออกมาเหมือนก๊อกแตก! นักล่าแวมไพร์ผู้สันทัดกรณีแจ้งมาว่า ผีแวมไพร์จะเป็นศพที่อืดๆ คล้ายบวมน้ำ ผิวมีสีแดงๆ เหมือนหมูถูกน้ำร้อน ข้อสำคัญคือกลิ่นมันร้ายกาจมาก เล็บก็ยาวดำสกปรก ตาลุกวาวแดงก่ำ บางตนไม่มีเขี้ยวให้เห็นหรอก มันมีแต่ฟันที่คมกริบ ว่ากันว่า นักล่าแวมไพร์ตัวจริงเสียงจริงน่ะ แค่เปิดโลงดูก็รู้แล้วว่าศพนี้ใช่แวมไพร์หรือไม่? แวมไพร์บางจำพวกเป็นผีที่ศพไม่ได้ลุกขึ้น แต่วิญญาณที่เชื่อมโยงกับศพจะออกไปล่าเหยื่อเอง มันจึงแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ เช่น ค้างคาวยักษ์ หรือไม่ก็ปลอมเป็นคนที่เหยื่อรู้จักมักจี่อย่างดี เพื่อจะได้หลอกออกมาดูดเลือดกินได้ง่ายๆ หลายต่อหลายครั้งเหยื่อมักจะจำได้ว่า คนที่มาพูดคุย หลอกจับไม้จับมือตนนั้น เป็นคนที่ตายไปแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเกิดความโกลาหลกันทั้งหมู่บ้านเชียว ในสมัยนี้ คนทั่วโลกถูกผีอำกันบ่อยๆ และจะเล่าตรงกันว่าเป็นเงาดำๆมาทับร่างไว้ไม่ให้กระดิกกระเดี้ย แล้วมันก็จะดูดพลัง ดูดเลือดของเราไป มาเลเซียมีผี "ลางซุยร์" ที่เป็นแวมไพร์ลุกจากหลุมเกือบเป็นมนุษย์ ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดา คนในหมู่บ้านอาจนำตัวมันมารักษา และทำให้มันอยู่ร่วมกับคนเราได้เกือบเหมือนเดิม มีแวมไพร์อีกประเภทหนึ่งที่มีอำนาจจิตสะกดคนที่เป็นเหยื่อได้ เริ่มต้นจากการเป็นคนที่ชอบเล่นคุณไสย เมื่อตายไปมันจะเป็นวิญญาณที่มีอำนาจครอบงำเหนือจิตใจเหยื่อ ซึ่งเหยื่อจะถูกสะกดเหมือนโดนผีอำ แล้วผีจะสูบพลังจากรังสีออร่าที่แผ่ออกมารอบๆ ตัวมนุษย์ เรื่องราวแบบนี้ฟังดูคล้ายๆ "ปอบ" ของไทย แวมไพร์จะดูดพลังคนเป็นๆ และแวมไพร์พวกนี้มักจะเป็นคนแก่ ผอมแห้งไม่ค่อยสบาย ไม่แข็งแรง คนอื่นจะเห็นมันนอนแบ็บ เจ็บออดๆแอดๆ ความเจ็บปวดอ่อนแอนี้เองทำให้มันต้องไขว่คว้าพลังชีวิตจากคนอื่น ที่หนุ่มสาวกว่ามาประทังชีวิตตัวเอง ผีดูดเลือดแวมไพร์เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วโลก ในทุกประเทศ ทุกท้องถิ่นในลักษณะต่างๆ กันไป การดูดเลือดอาจเป็นสัญลักษณ์แห่งการดูดพลังชีวิตคนอื่นมาเป็นของตนหลายคนไม่เชื่อ คิดว่ามันเป็นแค่นิยาย แต่หลายคนเชื่อว่ามันมีจริง มีบางสิ่งบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ในตำนานและเรื่องเล่า ที่มีมาแต่ครั้งโบราณกาล สิ่งที่ซ่อนเร้นอาจเป็นโรคภัยบางอย่าง ที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมคล้ายแวมไพร์ หรือมันอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์จริงๆก็ได้ ***** แวมไพร์ เรื่องจริงหรืออิงนิยาย
ตำนานแวมไพร์ที่มีมานานนับพันๆปีเรียกว่าอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก็คงจะได้ แวมไพร์มิได้หมายถึงผีดูดเลือดแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ชนชาติเผ่าพันต่างๆทั่วโลกก็มีแวมไพร์ในฉบับของตัวเอง ไล่ไปตั้งแต่แวมไพร์ฝรั่งผมบลอนด์ แวมไพร์จีน แวมไพร์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแวมไพร์มาเลเซีย ที่เรียกกันว่า เพนังกะลัง อย่างไรก็ตาม แวมไพร์ที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์ และภาพลักษณ์ไปหมด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก หนังและภาพยนต์ ซึ่งร้อยทั้งร้อยมาจากยุโรปอเมริกาทั้งสิ้น จุดกำเนิดของแวมไพร์มาจากตะวันออกไกล กระจายมาโดยผ่านเส้นทางจากจีน ธิเบต อินเดีย เข้าสู่แถบทะเลเมดิเตอเรเนี่ยน ตำนานนี้กระจายไปทั่วแถบทะเลดำ คาบสมุทรบอนข่าน รวมไปถึงฮังการี และดินแดนที่เราคุ้นเคย ทรานซิลเวเนีย ปัจจุบันแวมไพร์ในความคิดของเรามักเป็นไปในแนวของผีดูดเลือด ผู้ที่ฟื้นจากความตาย ดำรงชีวิตได้เฉพาะยามค่ำคืน สามารถกลายร่างเป็นค้างคาวได้ คุณสมบัติของพวกนี้เป็นแวมไพรืของพวกยุโรป และในหนังผีดิบจริงๆแล้ว พวกแวมไพร์มีคุณสมบัติที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ มาดูกันดีกว่า ว่าแวมไพร์แต่ละชนชาติเป็นอย่างไร Slavic vampire ชาวสลาฟ เป็นชาวที่ร่ำรวยเรื่องที่เกี่ยวกับแวมไพร์มากที่สุดในยุโรปตะวันออก ดินแดนที่กินพื้นที่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 แหล่งชุมนุมแวมไพรืที่ใหญ่ที่สุดจะอยู่ในเมือง Magyars ซึ่งปัจจุบันเป็นพรมแดนที่เชื่องต่อระหว่าง ฮังการี กับประเทศโรมาเนีย แวมไพร์พวกนี้จะมีเล็บมือยาวสกปรก มุมปากมีคราบเลือดเกรอะกรัง ไม่ชอบสุงสิงกับผู้คน วิธีการปราบแวมไพร์ของชาวสลาฟคือการจับเผาทั้งเป็น หรือไม่ก็พรมน้ำมนต์ที่ได้จากโบสถ์ใส่พวกมันก็ย่อมได้ เนื่องจากโรมาเนียถูกล้อมไปด้วยชนชาติสลาฟ จึงไม่น่าแปลกใจเลย ว่าแวมไพร์ของพวกเค้าจะกระเดียดไปทางเชื้อสายสลาฟนิดๆภาษาพื้นเมืองของโรมาเนียนั้นจะเรียกแวมไพร์ว่า strigoi อาจจะหมายถึงนกฮูกแก่ๆหรือ ปิศาจก็ได้ทั้งนั้น Strigoi มีอยู่หลายประเภทด้วยกัน strigoi ส่วนมากคือพวกใช้คาถา ซึ่งจะกลายเป็นแวมไพร์เมื่อตายแล้ว เจ้า strigoi พวกนี้จะถอดวิญญาณออกจากร่าง เพื่อไปชุมนุมกันในคืนที่จันทรืเต็มดวง หรือไม่ก็เที่ยวออกตระเวนดูเลือดคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้น เหยื่อผู้เคาระร้ายมักจะเป็นคนในครอบครัว หรือไม่ก็เพื่อนบ้านไกล้เคียง อย่างไรก็ตาม คนที่เกิดมาโดยมาสัญลักษณ์ของปิศาจ( มีหาง เขี้ยวงอก ขนรุงรัง) หรืออาจจะเป็นคนที่เสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ หรือเสียชีวิตโดยไม่ได้ผ่านพิธีรับศีล พวกนี้มีสิทธิ์จะเป็นแวมไพร์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าครอบครัวไหนมีลูกเพศเดียวกันถึงเจ็ดคน คนที่เจ็ดนั้นแหละแวมไพร์มาเกิด พวกผู้หญิงแถมนั้นเวลาท้องมักจะกินเกลือเพื่อป้องกันลูกที่อยู่ในครรภ์ ส่วนพวกสุดท้ายที่มีสิทธิ์เป็นแวมไพร์ชัวร์ๆก็คือพวกที่โดนแวมไพร์กัดเอา ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับแวมไพร์อย่างไกล้ชิด คิดว่าเราๆท่านๆก็คงคุ้นเคยกันนั้นคือเรื่องของ มนุษย์หมาป่านั้นเอง ตำราเค้าว่าไว้ว่ามีมนุษย์พวกหนึ่ง เมื่อถึงวันดีคืนดีจะมีปฏิกิริยากับดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์จนสามารถกรายร่างเป็นหมาป่า หมาดำ หรือแม้กระทั้งหมูก็ได้..... สิ่งกลายพันธ์พวกนี้ศัพท์วิชาการเรียกว่า Lycanthropy ชาวโรมาเนียมีตำนานเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายพอๆกับแวมไพร์ทีเดียว ว่ากันว่า แวมไพร์นั้นจะแหวกหลุมศพขึ้นมา มันมีใบหน้าซีดเซียว ลมหายใจเหม็นเปรี้ยว และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียมอย่างเด็ดขาด บ้านใดที่สงสัยว่ามีสมาชิกเป็นแวมไพร์มักจะไปเปิดหลุมศพดูว่ายังอยู่หรือไม่ เค้ามีเวลาในการสำรวจหลุมศพดังนี้.... ถ้าเป็นเด็กสามปีหลังการตาย ห้าปีสำหรับหนุ่มสาว และเจ็ดปีสำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้ว วิธีสังหารแวมไพร์ดูจะคล้ายๆกนทุกคนกล่าวคือ เมื่อชาวโรมาเนียสงสัยว่าใครเป็นแวมไพร์ ก็จะมีการยิงกระสุนเงินทะลุฝาโลงเข้าไป ถ้าแจคพอร์ตเป็นแวมไพร์ โลงนันจะมีไฟลุกพรึบและเสียงกรีดร้องโหยหวน...... แวมไพร์ |
|
|